เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กล่าวถึงกรณีโรงพยาบาลเอกชนขอให้ สปส. ปรับขึ้นค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายปีผู้ประกันตน ซึ่งคงที่มานาน 6 ปี ว่า จากกรณีดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมขอเรียนว่า ได้มีการปรับค่าบริการทางการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ปรับค่าบริการพื้นฐานในปี 2557 หลังจากนั้นได้มีการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งข้อมูลการใช้บริการเทียบกับข้อมูลของโรงพยาบาลในระบบทั้งหมดรายงานพบว่าค่าบริการทางการแพทย์ยังมีความเพียงพอ และมีการปรับการจ่ายการบริการ ทางการแพทย์ในปี 2558-2559 รวม 12 รายการ โดยมีเรื่องที่สำคัญ เช่น การเพิ่มวงเงินสำหรับการผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดเพื่อการฟอกไตหรือวางท่อรับ-ส่งน้ำยา ล้างช่องท้อง (เพิ่ม 10,000 บาท จากเดิม 20,000 บาท ต่อ 2 ปี) การเพิ่มการเข้าถึงยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke) และผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลับ (STEMI) โดยจ่ายค่ายาให้แก่สถานพยาบาล
“นอกจากนี้ ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดให้ครอบคลุมทั้ง กรณีใช้เนื้อเยื่อของตนเองเนื้อเยื่อของ พี่น้อง และเนื้อเยื่อของผู้บริจาค จาก 750,000 บาท เป็น 1,300,000 บาท โดยเน้นให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและการจ่ายให้เป็นธรรมกับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน” นพ.สุรเดช กล่าว
เลขาธิการ สปส. กล่าวต่อว่า ล่าสุด สปส.ได้ประเมินสถานการณ์ในปี 2560 พบว่าสถานพยาบาลมีต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้ง มีปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการการแพทย์ได้ให้คำแนะนำในการปรับอัตราค่าบริการทางการแพทย์ โดยได้นำเสนอคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งบอร์ดฯได้ให้ข้อเสนอแนะรวมทั้งให้มีการตั้งอนุกรรมการเพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบภายใน 90 วัน โดยมี พล.ท. นพ.กฤษฎา ดวงอุไร เป็นประธาน ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ได้ข้อสรุปให้มีการปรับการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นทุกรายการ ตั้งแต่เหมาจ่าย/โรคเรื้อรัง/โรคที่ต้องใช้ยาราคาสูงและต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการรักษา รวมทั้งมีการจ่ายเพิ่มสำหรับการรักษาที่มีค่ารักษาพยาบาลเกิน 1 ล้านบาท เช่น การรักษาผู้ป่วยที่ประสบเหตุจากไฟไหม้ ทั้งนี้ จะสรุปรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ก่อนที่จะเสนอ คณะกรรมการการแพทย์ และคณะกรรมการประกันสังคมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นก่อนประกาศใช้

