วันที่ 11 พฤษภาคม รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศที่มีเครื่องเอกซเรย์ฟันมาขอใบอนุญาตกับทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) แล้วถึง 80% และยังมีคลินิกทันตกรรมทยอยมาขอใบอนุญาตอีกกว่า 20% นอกจากนี้ ยังมีภาคอุตสาหกรรมที่รับใบอนุญาตครอบครองเครื่องกำเนิดรังสี ที่มีระดับความอันตรายต่ำกว่าเครื่องเอกซเรย์ฟันกับทาง ปส. กว่า 800 หน่วยงาน มีจำนวนใบอนุญาตมากกว่า 1,300 ใบ เช่น อุตสาหกรรมการขุดเจาะแหล่งแร่น้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมกระดาษ และอุตสาหกรรมควบคุมการผลิตต่างๆ เป็นต้น
ปลัด วท. กล่าวว่า ที่มีข้อสงสัยว่า หากมีการนำเข้าเครื่องกำเนิดรังสีจากต่างประเทศ ซึ่งเดิมมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นผู้ดูแล โดยให้เวลาในการดำเนินการภายใน 1 ปี แต่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้เวลาเพียง 6 เดือน จึงมีความกังวลว่าเวลาที่ให้อาจไม่เพียงพอต่อกระบวนการจัดซื้อทั้งหมด ตนขอชี้แจงว่า การขออนุญาตนำเข้าเครื่องกำเนิดรังสีกับ ปส. จะใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ยื่นเอกสารครบ ก็สามารถนำเข้าที่ประชุมคณะทำงานกลั่นกรองฯ เพื่อเสนอเลขาธิการ ปส. ลงนามออกใบอนุญาตนำเข้าได้ โดยไม่ต้องตรวจสภาพเครื่อง แต่อย่างใด ซึ่งคณะทำงานฯ จะมีการประชุมเป็นประจำทุกสัปดาห์อยู่แล้ว โดยเอกสารที่ต้องเตรียมมายื่นประกอบการขอนำเข้า ได้แก่ 1. หนังสือรับรองจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคล) 2. เอกสารแสดงศักยภาพทางเทคนิคที่จำเป็นและเกี่ยวข้อง เช่น สถานที่เก็บชั่วคราวเหมาะสม บุคลากร (จะสอดคล้องในกรณีขอครอบครอง) 3. เอกสารแสดงถึงการจำหน่าย (กรณีจำหน่ายให้ผู้อื่น) 4. เอกสารใบรับรองความปลอดภัยของเครื่องจากต่างประเทศ และ 5. สำเนาใบอนุญาตครอบครองหรือใช้

