หน้าแรก ในประเทศ มูลนิธิเจ้าฟ้...

มูลนิธิเจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรี จับมือ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ปั้น บัณฑิตพร้อมใช้ พัฒนางานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

30.01.26 | 16:49 น.

มูลนิธิเจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรี จับมือ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ปั้น “บัณฑิตพร้อมใช้” พัฒนางานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จับมือ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผ่านโครงการ DPU CAPSTONE PROJECT
เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้งานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากโจทย์ของจริง หรือ Problem-based Learning โดยมุ่งพัฒนาทักษะการทำงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ให้ได้เรียนรู้จากโจทย์ของจริง เมื่อจบออกไปแล้วสามารถทำงานร่วมกับองค์กรระดับประเทศ และปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นโลกแห่งอนาคต

โดยโครงการนี้มีการตั้งโจทย์ให้นักศึกษาพัฒนาโครงการด้าน “การอนุรักษ์ทะเลไทย” ทั้งนี้ ต้องสามารถกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (KPI) ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ลงมือทำนั้นก่อให้เกิด
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติ เนื่องจากความรักและความห่วงใยต่อธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การเลือกใช้พลังงานสะอาด


การลดการใช้พลาสติก หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้การดูแลทรัพยากรทางทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่สามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
อีกทั้งแนวคิดและโครงการด้านการอนุรักษ์ที่นักศึกษานำไปพัฒนา ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่จังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ชายฝั่งหรือจังหวัดอื่น ๆ ได้

โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ความผูกพัน และความสนใจของแต่ละคน และหากโครงการมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้จริง ภาคีในจังหวัดกระบี่ รวมถึงสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคเอกชน
ยินดีให้ความร่วมมือ สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นางสาวเกล็ดทราย อินทรพล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงโครงการ DPU CAPSTONE PROJECT ว่าเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ
ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อสร้าง

Advertisement

“บัณฑิตพร้อมใช้” หรือ “นวัตกร” ที่มีทักษะการทำงาน เมื่อจบแล้วสามารถออกไปทำงานร่วมกับ
องค์กรระดับประเทศได้อย่างมีศักยภาพ ควบคู่การปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือกับพันธมิตรไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางความคิดที่มาร่วมกัน ออกแบบแนวทางการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยมุ่งหวังให้ทุกโปรเจกต์สร้างคุณค่าสูงสุดให้กับนักศึกษา ในการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริง ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้นำนวัตกรรมมาช่วยขับเคลื่อน
ภารกิจขององค์กรพันธมิตรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

“ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างพันธมิตรเพื่อความยั่งยืน โดย DPU และมูลนิธิฯ มุ่งหวังว่าการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยยกระดับศักยภาพของนักศึกษาไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง”

จากนั้น นาวาโทสวพัศ สถิตเสถียร กรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ กล่าวว่ายุทธศาสตร์สำคัญของความร่วมมือนี้ คือการให้นักศึกษาใช้ทักษะนวัตกรรมการสื่อสารเข้ามาช่วยแก้โจทย์
“การอนุรักษ์ที่ทันยุคสมัย” โดยมูลนิธิฯ พร้อมสนับสนุนให้นักศึกษานำผลงานไปใช้งานจริงในภารกิจขององค์กร เช่น กิจกรรมโรดโชว์จังหวัดชายทะเล เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์การอนุรักษ์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และ
กลายเป็น “เมกะเทรนด์ของโลก” โลกยุคปัจจุบันการอนุรักษ์กลายเป็นเมกะเทรนด์

สังเกตได้จากแนวโน้มการตลาดที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในภาคท่องเที่ยว โรงแรม หรือสินค้าอุปโภค บริโภคที่ใช้แนวคิดกรีนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าและฐานลูกค้าทั่วโลก เชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ไม่ใช้ทรัพยากรแบบล้างผลาญ แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ในสังคม

ศ.สพ.ญ.ดร. นันทริกา ชันซื่อ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริมมูลนิธิฯ กล่าวต่อมาว่าการนำปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงมาเป็นโจทย์ คือการลงทุนปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมที่จะเห็นผลชัดเจนใน 5-10 ปีข้างหน้า เมื่อนักศึกษาเติบโตเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ การได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาครัฐในโครงการนี้ จะทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ

สำหรับมุมมองต่อการนำ “ปัญหาสิ่งแวดล้อมจริง” มาใช้เป็นโจทย์การเรียนรู้ เห็นว่าเป็นประโยชน์ในหลายมิติ มิติแรกคือการสร้าง “เยาวชนของชาติ” ให้มีความรับผิดชอบต่อประเทศ ต่อโลก และต่อสังคม ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มิติที่สอง คือการทำให้มหาวิทยาลัยและองค์กรต่าง ๆ เกิดความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง เพื่อทำงานร่วมกัน โดยดึงบุคลากรและองค์ความรู้ที่มีอยู่มาประสานพลังในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่มิติที่สามคือการก่อให้เกิด “เครือข่าย” ที่สามารถขยายต่อไปได้ทั้งในภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ นับเป็นจุดตั้งต้นของความร่วมมือที่จะต่อยอดได้ในอนาคต

“สิ่งที่มูลนิธิฯ คาดหวังเป็นอันดับแรก คืออยากให้นักศึกษา “เกิดความรัก” ต่อการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และไม่ว่าจะเลือกประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจด้านใดในอนาคต อยากให้มีแนวคิดฝังอยู่ในใจว่างานทุกอย่าง กิจการทุกชนิด และธุรกิจทุกรูปแบบ จำเป็นต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติควบคู่กัน เพราะความยั่งยืนไม่ใช่ประเด็นเสริม แต่เป็นเงื่อนไขหลักของการพัฒนาที่ต้องรับผิดชอบต่อโลก”ประธานอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิฯ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายสรรเพ็ชญ ศรีสวัสดิ์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ย้ำว่าทักษะสำคัญที่นักศึกษาจะได้รับคือการเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นการลงมือทำที่วัดผลได้ (KPI) โดยเฉพาะการเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศทางทะเลและเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งภาคีเครือข่ายในพื้นที่จริงพร้อมให้การสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการฟื้นฟูทรัพยากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม