จันทนา เจริญโต ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลางคนแรก กับฉายา “เจ้าแม่”คุกหญิง เมืองไทย

15.05.17 | 15:12 น.

หากกล่าวถึงภาพยนตร์ “ขัง 8” หลายคนคงจำกันได้เคยเป็น หนังโด่งดังในยุคสมัยหนึ่ง เรื่องราวบอกเล่า ชีวิตนักโทษหญิง ในแดน 8 คุกคลองเปรม

หรือแบบอินเตอร์ อย่างบริดเจต โจนส์ ไดอารี่ ที่เปลี่ยนจากแดน 8 เป็น ทัณฑสถานหญิงกลาง หรือคุกหญิง

มติชนมีโอกาสสัมภาษณ์ “จันทนา เจริญโต” อดีต ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง คนแรกของประเทศ ซึ่งเธอผู้นี้ อยู่ในช่วงยุคการเปลี่ยนผ่าน จากขัง 8 มาเป็น “ทัณฑสถานหญิงกลาง” หรือคุกหญิง
กว่า 19 ปี บนเส้นทางชีวิตจากสาวคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็น ผอ.คุกหญิง

ดีกรีคุมขัง ไม่ธรรมดา ตั้งแต่ “เสือเพียร” นักโทษปล้นฆ่า นักโทษสายเศรษฐกิจ ฉ้อโกงจนโด่งดัง “นางชม้อย” และ ได้รับฉายา “เจ้าแม่คุก” นอกจากนี้ยังอีกทั้งยังจุดเริ่มต้นของแบรนด์ดัง “ครัวชวนชม”

จบบัญชีแต่มาเริ่มต้นรับราชการที่กรมราชทัณฑ์?

Advertisement

ตอนนั้นกรมราชทัณฑ์เปิดตำแหน่งนักบัญชีตรี 3 ตำแหน่ง ก็เลยมาสอบ เพราะคิดว่ากรมราชทัณฑ์ช่วงนั้น คนจบปริญญาตรีมีจำนวนน้อย เลยคิดว่าถ้าตนเองจบปริญญาตรีมาอยู่ อย่างน้อยต้องได้เป็นหัวหน้ากองคลังแน่ (หัวเราะ) และได้คุยปรึกษาหารือกับสามี (นายสมควร เจริญโต) ซึ่งจบวิศวะ ได้งานเป็นวิศวกรแล้วว่า ต้องมีหลักประกันในชีวิตด้วย จึงได้ตกลงให้รับราชการ บรรจุครั้งแรกเป็นนักบัญชีตรี ต้องเข้าไปทำงานในเรือนจำเลย
เริ่มต้นทำงานที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตอนนั้นอยู่แถวเสาชิงช้า ไปดูเรื่องบัญชีเรือนจำ บัญชีงบประมาณ บัญชีเงินทุน เงินทุนผลประโยชน์ของผู้ต้องขัง ดูเรื่องบัญชีเงินฝากผู้ต้องขัง มีนายสนั่น ประชาภิบาล เป็น ผบ.เรือนจำกลางคลองเปรมขณะนั้น แต่ด้วยหัวหน้าฝ่ายควบคุมในขณะนั้นเห็นว่าเราเพิ่งจบมาเป็นสาวบัญชี เลยให้ไปนั่งที่ฝ่ายควบคุมในเรือนจำเพื่อตรวจบัญชีร้านค้าสงเคราะห์ผู้ต้องขัง

ได้เห็นชีวิตข้าราชการในเรือนจำครั้งแรกก็แปลกดี และได้คำตอบสิ่งที่สงสัยหลายเรื่อง ความที่เป็นคนช่างถามช่างสงสัย เช่น ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้บัญชาการเรือนจำต้องมาดูนาฬิกาเรือนหนึ่งทุกเช้า เป็นนาฬิกาที่ต้องใช้มือหมุนเข็ม ซึ่งตามระเบียบแล้วจะต้องหมุนเข็มทุก 6 ชั่วโมง ถ้าไม่มีการหมุนก็แสดงว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นหลับเวร อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับคำตอบ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาเรือนจำอันดับแรกเลยคือ ตอนนั้นจำได้เห็นภาพนักโทษชายตอนถอดเสื้อกลางแดด แล้วมันจะมีกลิ่นเนื้อตัว หรือภาษาคุก จะเรียกว่า “กลิ่นมนุษย์” ก็คิดว่าจะทำยังไงให้กลิ่นเหล่านี้หายไป คิดในใจเล่นๆ ว่าถ้าได้เป็น ผบ.เรือนจำจะทำให้กลิ่นหาย

ต้องดูเรื่องบัญชีร้านค้าสงเคราะห์นานแค่ไหน?

ไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่ง ออกมาทำงานข้างนอกเรือนจำ ที่อาคารสำนักงานคลองเปรม แต่ยังรับหน้าที่ทางด้านบัญชี ดูบัญชีงบประมาณ ตรวจบัญชีเงินฝากผู้ต้องขัง ตรวจบัญชีสิ่งของต้องห้าม
ช่วงนั้นก็มีปัญหาเรื่องบัญชีเงินฝากนักโทษของเรือนจำกลางบางขวาง เป็นเรื่องของต้นขั้วใบฝากไม่ตรงกับเงินคงเหลือ ตอนนั้นพอมีกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ก็ปล่อยนักโทษ เงินฝากของนักโทษไม่พอจ่าย เจ้าหน้าที่ถูกสอบวินัย ก็เลยคิดวิธีแก้ปัญหา เพราะความจริงแล้วเมื่อนักโทษใช้เงินไม่มีการอัพเดตเงินคงเหลือที่ต้นขั้วใบฝาก ญาติก็มาร้องว่าเงินนักโทษหาย เลยคิดระบบใบเงินฝาก 3 ส่วน ให้เจ้าหน้าที่ 1 ส่วน ญาติ 1 ส่วน และผู้ต้องขัง 1 ส่วน เมื่อมีการหักยอดก็ต้องส่งทั้ง 3 ส่วน เพื่อตรวจสอบให้ตรงกัน

ที่มาการแยกคุกหญิงกับคุกชายยุคนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรือนจำหลายประเทศเริ่มใช้หลักมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง กรมราชทัณฑ์ประเทศไทยตอนนั้นก็เริ่มใช้แนวทางนี้ มีการสร้างเรือนจำใช้คุมขังผู้หญิง มีผู้คุมเป็นผู้หญิงตามหลักสากล ซึ่งเดิมนักโทษหญิงจะถูกคุมขังแดน 8 ของเรือนจำกลางคลองเปรม พอสร้างคุกเสร็จก็มีการแยกขัง

กรมราชทัณฑ์เลือกให้ไปเป็น ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลางคนแรก?

ตอนแรกมีข่าวว่าจะให้ไปรับตำแหน่ง พอรู้เท่านั้นแหละไปหาอธิบดีทันที จำได้ว่าไปถึงก็ร้องไห้ อธิบดีบอกว่า “จันทนาฉันว่าเธอทำได้ เธอต้องไปทำ ถ้าทำไม่ได้จะเอากลับ” ต่อมาไม่กี่วันคำสั่งก็ออกเลย ให้เป็นรักษาการ หน.ฝ่ายปกครอง ทัณฑสถานหญิงกลาง

วันแรกหลังคำสั่งออกก็เจออิทธิฤทธิ์นักโทษเลย ต้องย้ายนักโทษหญิงกว่า 300 คน มาที่คุกหญิงแห่งใหม่ ถนนงามวงศ์วาน ระหว่างนั้นมีนักโทษหญิงฉายา “ไอ้เบิร์ด จอมซ่า” นักโทษคดียาเสพติด ไม่ยอมขึ้นรถ และไม่ให้ใครเข้าใกล้ถือขวดทุบเป็นรูปปากฉลามขู่เจ้าหน้าที่ เลยต้องเข้าไปอธิบายให้ฟังว่าถ้าย้ายนักโทษไปหมด เรือนจำชายจะตัดน้ำตัดไฟจะอยู่ได้อย่างไรมันอันตราย ย้ายไปอยู่ด้วยกันดีกว่า สุดท้ายก็ยอมขึ้นรถออกมา ใช้เวลาพูดคุยอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง โล่งอกไปอีก 1 ภารกิจ

ผอ.จันทนา กับเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

แต่วีรกรรม “ไอ้เบิร์ด” ยังไม่จบแค่นั้น พอมาอยู่คุกหญิงก่อเรื่องอีก แอบเอาไฟแช็กขึ้นเรือนนอน เอาไปเผาผ้าห่ม นักโทษหนีกันอลหม่าน ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่มีประสบการณ์ เลยโทรไปปรึกษาผูใหญ่ท่านหนึ่งว่าต้องทำยังไง ท่านก็สอนให้แยกนักโทษ และจำได้วันเข้าไปในคุกมี “เสือเพียร” นักโทษคดีปล้นฆ่า เป็น กองหน้าลุยเข้าไป เสือเพียรเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช บ้านเดียวกันเข้าไปช่วย ตอนแรกก็คว้าเลยบอกว่า ไม่ต้อง เพราะกลัวเสือเพียรจะทุบหัวไอ้เบิร์ดตาย กลายเป็นเรื่องอีก จากนั้นก็เอาไอ้เบิร์ดไปขังเดี่ยว

*พอทุกอย่างเข้าที่เริ่มวางระบบเรือนจำ?

เริ่มหาความรู้เกี่ยวกับหลักทัณฑวิทยา การจำแนก แยกแดนผู้ต้องขัง อ่านกฎระเบียบ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หนักมาก ถามจากผู้มีประสบการณ์ และอันดับแรกไม่ลืมปณิธานที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มทำงาน ทำกลิ่นมนุษย์ให้หายไปจากเรือนจำ จัดการเรื่องระบบสาธารณสุข การกินอยู่หลับนอนของผู้ต้องขัง คุกหญิงตอนนั้นมีนักโทษประมาณ 300 คน ผู้คุม 50 คน ถ้าเทียบอัตราส่วนสมัยก่อน ค่อนข้างเหมาะสม

ตอนสร้างคุกหญิงสร้างเสร็จก็มีเพียงอาคารกับกำแพง สำหรับข้าวของเครื่องใช้ปัจจัย 4 ไม่มี ค่อนข้างขาดแคลนเครื่องนอน ก็คิดว่าจะทำยังไงดี เอาเศษผ้ามาทำหมอน ทุกเช้าจะเข้าเรือนจำเพื่อไปดูเรื่องอาหารผู้ต้องขัง ดูความสะอาดความเรียบร้อยภายในเรือนจำ ยึดหลักใจเขาใจเราให้ความยุติธรรมกับทุกคน เรือนจำไม่มีน้ำใช้ ก็หางบประมาณมาสนับสนุนเพื่อขุดทำบ่อน้ำบาดาล ได้เงินจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 80,000 บาท นำมาเจาะบ่อน้ำบาดาลไว้ใช้ จากนั้นก็เริ่มคิดหารายได้ให้นักโทษ

เริ่มหาอาชีพให้นักโทษสร้างรายได้อย่างไร?

ใช้ความสัมพันธ์กลุ่มเพื่อนและเครือข่ายหางานมาให้นักโทษ เพื่อสร้างรายได้ฝึกอาชีพไปด้วย ตอนนั้นได้งานตัดชุดเครื่องแบบราชการ รับจ้างซักรีด และรับจ้างเย็บผ้าโหล พอได้เงินมาเรือนจำก็เอามาซื้อจักร แบ่งรายได้ตามกฎระเบียบ ตามสัดส่วน และอีกงานที่ภูมิใจว่าเราเป็นต้นคิด คือเรื่องการสร้างระบบการออมเงินให้กับผู้ต้องขัง ผู้ต้องขังสมัยก่อนจะต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคาร ซึ่งเป็นเงินที่มาจากการทำงานในเรือนจำ นักโทษได้ปันผลเยอะมาก ทุกวันนี้ก็มีผลิตภัณฑ์จากทัณฑสถานหญิงกลางออกมาจำหน่ายมากมาย มีร้านครัวชวนชม เกิดขึ้นซึ่งเป็นอีกช่องทางในการพัฒนาวิชาชีพ ตอนแรกครัวชวนชมที่ตั้งอยู่บริเวณถนนงามวงศ์วาน ขายเบเกอรี่ เป็นการนำสินค้ามาวาง เป็นการฝึกวิชาชีพที่มีการเรียนการสอนในเรือนจำ

“…สิ่งที่ภูมิใจมากก็คือ ทุกวันนี้ทัณฑสถานหญิงกลางกลายเป็นสถานที่ดูงานมาตรฐานขั้นต่ำผู้ต้องขังของสหประชาชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ โดยประเทศไทยเป็น ผู้เสนอให้สหประชาชาติรับรอง…”

ที่มาที่ไปของ “ครัวชวนชม”?

ครัวชวนชม เป็นหนึ่งในสถานที่ที่กรมราชทัณฑ์อยากให้มีพื้นที่ขายของจากเรือนจำตลอดทั้งปี เลยคิดหาพื้นที่ตรงหน้าเรือนจำกลุ่มลาดยาว มีหลายเรือนจำ นำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากการฝึกวิชาชีพมาวางจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป ครัวชวนชมก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเรือนจำ ตอนแรกคิดว่าจะขายอาหารใส่ถุงให้คนซื้อกลับบ้าน แต่ไม่ค่อยดี เลยปรับใหม่มาขายขนมเบเกอรี่ และพัฒนามาถึงเป็นร้านอาหารจนทุกวันนี้
คำว่า “ชวนชม” เป็นเพราะชอบต้นไม้ชื่อชวนชม เลยใช้ชื่อนี้ตั้งเป็นชื่อร้าน และอีกอย่างชื่อชวนชมเป็นชื่อมงคล คือชวนเข้ามาชม ก็เลยใช้ชื่อนี้ ตอนแรกก็มีผู้ใหญ่บอกว่าทำไมไม่ใช่ชื่อตัวเอง ก็เลยบอกว่าถ้าใช้ชื่อ ครัวจันทนา พอ ผอ.คนใหม่มาก็มาเปลี่ยนเป็นชื่อเขา มันคงไม่ดี จึงคิดว่าชื่อชวนชมเป็นชื่อกลาง

เล่าลือกันว่าเป็นคนดุและเจ้าระเบียบ?

ด้วยสไตล์การงานค่อนข้างเจ้าระเบียบ จริงจังกับงาน มักจะมีคนบอกดุ แต่แท้จริงแล้ว โดยส่วนตัวเป็นคนทำอะไรจริงจัง ผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ผิดคือไม่ผิด ให้ความยุติธรรมเท่ากันหมด เพราะถือว่านี้คือหลักการปกครองคนต้องทำทั้งกับนักโทษและเจ้าหน้าที่ มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่าไปตรวจเรื่องบัญชีของฝากนักโทษ ซึ่งเป็นสิ่งของนักโทษต้องฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าคุก มีการสุ่มตรวจ ปรากฏว่ากล้องถ่ายภาพของนักโทษหาย สอบไปสอบมาพบว่าเจ้าหน้าที่เอาไปจำนำ เท่านั้นแหละตั้งกรรมการสอบแล้วให้ออกจากราชการทันที

ประสบการณ์ตื่นเต้นให้แก้ปัญหา?

ก็หลายเหตุการณ์เหมือนกัน สมัยนั้นนักโทษหญิงสูบบุหรี่ในเรือนจำได้ ก็สั่งบุหรี่จากโรงงานยาสูบเข้าไปขายในร้านค้าสงเคราะห์ แต่ละปีใช้เงินจำนวนมากและเริ่มมีปัญหา มีการเอาฟอยล์ซองบุหรี่มาเป็นอุปกรณ์การเสพเฮโรอีน เลยตัดปัญหา ไม่ให้เอาบุหรี่เข้าเรือนจำ เท่านั้นแหละคุกเกือบแตก

วันหนึ่งเดินเข้าไปในเรือนจำคนเดียว เจอนักโทษประมาณ 100 คนเดินเข้ามา ตอนนั้นก็ถามว่ามาหาใคร พวกนั้นก็บอกว่า มาหา “ท่านนั่นแหละ” เลยสั่งให้นั่งลง ถ้าไม่นั่งจะไม่คุยด้วย พวกเขาก็นั่ง ก็เลยให้อธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างให้ฟัง ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

ที่มาของฉายา “เจ้าแม่คุก”?

เรื่องเด็ดกว่านั้น วันหนึ่งเดินเข้าไปในเรือนจำปกติ แต่มันแปลกๆ เพราะคุกมันเงียบผิดปกติ เข้าไปในแดน เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนแท่น (ร่างทรง) มีนักโทษอื่นๆ นั่งยกมือไหว้ แล้วนักโทษคนนั้นก็ชี้หน้าและสั่งให้นั่งลง ตอนนั้นก็ก้ำกึ่งจะเอายังไง เพราะต้องปกครองคน ก็บอกว่านั่งไม่ได้ มีอะไรก็พูดกันก่อน นักโทษคนนั้นบอกว่า “เป็นเจ้าพ่ออยู่ที่นี่มานานแล้ว” และก็ถามว่าอยากได้อะไร “ก็บอกว่าอยากให้สร้างศาล” เลยบอกว่า ปกติที่ดินแห่งเดียว และหน้าเรือนจำก็มีศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ไม่น่าจะมีศาลได้อีก

คุยกันไปมาเลยบอกร่างทรงเจ้าพ่อว่า ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของผู้หญิง น่าจะมีจะเจ้าแม่มากกว่านะ เขาถามว่า แล้วเจ้าแม่ชื่ออะไร ก็เลยบอกว่า “เจ้าแม่ชนะภัย” ซึ่งเป็นนามสกุลเดิมเก่าของดิฉันก่อนแต่งงาน นักโทษคนนั้นก็บอกไม่เป็นไรอยู่กันคนละศาลได้ เท่านั้นเลยรู้ว่าโกหก ฟาดไป 1 ที่ ร่วงจากแท่นทันที นักโทษที่นั่งพนมมือไหว้กันอยู่ก็ตกใจ ตอนนั้นสื่อมวลชนรู้ข่าว เลยให้ฉายาว่า “เจ้าแม่คุก” ตัวจริงเพราะปราบเจ้าพ่อได้*ตอนนั้นคุกหญิงมีนักโทษคดีดังใครบ้าง?สมัยนั้นผู้หญิงก็ต้องเป็น นางชม้อย ทิพย์โส หรือ “แม่ชม้อย ” นักโทษคดีแชร์ มีผู้เสียหายทั่วประเทศจำนวนมาก ตอนที่นางชม้อยถูกส่งเข้าคุก ก็สั่งแยกขัง ให้คนคุมเพราะเกรงว่าจะมีปัญหา มีคู่คดีเยอะ อยู่ไปสักระยะหนึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า นางชม้อยไม่ทำอะไรเลย ตื่นเช้ามาก็มานั่งร้านทำผม เมื่อก่อนนักโทษหญิงสระผมในร้านของเรือนจำได้ในช่วงเช้า

วันหนึ่งก็เข้าไปในร้านทำผมในเรือนจำ เจอนางชม้อยสระผมอยู่ โต๊ะใกล้ๆ กัน มีนักโทษคนหนึ่งกำลังตัดผมให้เพื่อนนักโทษอีก เลยแกล้งถามเสียงดังๆ นักโทษคนนั้นว่า เธอโดนคดีอะไรมา เขาก็ตอบว่าคดีฆ่าคนตาย ก็ถามต่อว่าทำไมไปฆ่า ก็ตอบว่าผู้ชายคนนั้นข่มขืนทุกวัน เลยออกอุบายว่าให้ผู้ชายพามากรุงเทพฯ เปิดโรงแรมสั่งเบียร์มา ขอเข้าห้องน้ำบอกว่าจะไปอาบน้ำ แต่ไม่ได้อาบ เปิดน้ำทิ้งไว้ พอเห็นว่าผู้ชายเมา สบโอกาสก็ออกจากห้องน้ำ ทุบขวดเบียร์เป็นปากฉลามแล้วก็ปาดคอทันที แล้วก็เดินไปมอบตัวที่ สน.บางซื่อ

นางชม้อยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเรื่องราวตลอด พอคุยกันเสร็จก็ถามว่า “ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่เคยทำความเจ็บใจให้เธออย่างชม้อยเนี่ย เธอฆ่าได้หรือไม่ เขาก็ตอบว่า “ได้ถ้าทำให้หนูโกรธ” ตั้งแต่วันนั้นนางชม้อยก็ไม่มาสระผมอีกเลย

เหตุการณ์สำคัญที่จำได้ไม่ได้ลืม?

เป็นเหตุการณ์ที่ต้องพานักโทษประหารหญิงชื่อ “กิ่งแก้ว” ไปแดนประหารชีวิต ที่เรือนจำกลางบางขวาง วันนั้นมีคำสั่งให้ประหารนักโทษในวันรุ่งขึ้น หน้าที่ของ ผบ.เรือนจำ ทำยังไงก็ได้ให้นักโทษรายนี้มีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้ ก็เข้าไปอยู่ในเรือนจำเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เปิดทีวี พอตี 5 พานักโทษคนนั้นออกมาจากเรือนนอน พูดคุยถามว่าอยู่ที่นี่มานานกี่ปีแล้ว หาข้าวหาปลาให้กิน แล้วไปขึ้นรถเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปคุกบางขวาง ก็บอกกับเขาว่าไม่ต้องกลัวนะจะนั่งรถไปด้วย บอกว่าจะพาไปดูเรือนจำอีกแห่ง พอถึงช่วงบ่าย พระมาเทศน์ เจ้าตัวก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เสียงร้องไห้ดังขึ้น เจ้าหน้าที่พานักโทษหญิงรายนั้นเข้าสู่หลักประหาร

แต่จำได้ภารกิจหนึ่งที่รับคำสั่งคือ ห้ามมีภาพนี้เผยแพร่สู่สาธารณชน ก็ต้องนำนักโทษหญิงคนนี้ใส่รถยนต์ ตนเองไปส่งด้านคุก เพื่อไม่ให้นักข่าวที่ปีนต้นไม้อยู่ถ่ายภาพ ขณะหิ้วปีกนักโทษเข้าหลักประหาร
สุดท้ายก็ถึงเวลาประหารชีวิต แต่ด้วยนักโทษเป็นผู้หญิง หลักประหารที่ใช้ค่อนข้างสูง เวลายิงเป้าเลยคลาดเคลื่อน ต้องใช้กระสุนถึง 2 ตับ ถึงเสียชีวิต วินาทีนั้นยอมรับว่ามันหดหู่มาก แต่ทุกอย่างเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ หลังจากปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้น รุ่งเช้าก็ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล เป็นเหตุการณ์ที่จำได้ไม่ลืม

อยู่ในตำแหน่ง ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลางนานแค่ไหน?

19 ปี ก่อนจะย้ายไปเป็น ผอ.ทัณฑวิทยา และเกษียณอายุราชการ รู้สึกภูมิใจกับงานที่ทำในช่วงเวลาดังกล่าว หลายอย่างได้เอาวิชาชีพที่เรียนบัญชีมาใช้กับงานเรือนจำ มีการทำบัญชีเงินฝากผู้ต้องขัง การจัดระบบเรื่องเครื่องแต่งกายผู้ตัองขังหญิง ที่ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน เสื้อต้องเป็นแบบเดียวกัน ห้ามดัดแปลงเข้ารูป ใส่ผ้าถุงเหมือนกัน เรือนนอนในคุกหญิงจะมีชื่อเรียกเป็นอัญมณี ทุกวันนี้ก็เป็นเช่นนั้น และดีใจที่ยังเห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างและวางระบบไว้ ยังคงอยู่และนำมาใช้บริหารเรือนจำอยู่กันทุกวันนี้

สิ่งที่ภูมิใจมากก็คือ ทุกวันนี้ทัณฑสถานหญิงกลางกลายเป็นสถานที่ดูงานมาตรฐานขั้นต่ำผู้ต้องขังของสหประชาชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ โดยประเทศไทยเป็นผู้เสนอให้สหประชาชาติรับรอง ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น