อย.เดินหน้าโครงการ ‘ฉันดีมีสุข’ พระสงฆ์-ฆราวาสพร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค  

16.05.17 | 17:30 น.

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงข่าวโครงการ “ฉันดีมีสุข” ว่า ปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง โดยมักจะบริโภคอาหารรสจัดประเภทหวาน มัน เค็ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในประเทศไทย และจากรายงานภาระโรคของประชากร พบว่าจำนวนสัดส่วนของผู้เสียชีวิต มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทุกปี นอกจากนี้ยังพบปัญหาฆราวาสถวายผลิตภัณฑ์อาหารใส่บาตรและสังฆทานที่ไม่มีคุณภาพ หรือหมดอายุ ทำให้พระสงฆ์ได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพจำพวกอาหาร ยา เครื่องสำอาง  ( สบู่ ยาสีฟัน ฯลฯ ) ที่ไม่เหมาะสมและไม่ปลอดภัยมาบริโภค

นพ.วันชัย กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ในโครงการ “ฉันดีมีสุข” ภายใต้ธีม “อย. ห่วงใย พระสงฆ์บริโภคปลอดภัยไกลโรค NCDs” เพื่อให้ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มอย่างเหมาะสม และการใช้ยาให้ถูกต้อง รวมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุดสังฆทานที่เหมาะสมและปลอดภัย เพื่อให้พระสงฆ์ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมมีการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างเหมาะสม และส่งต่อความรู้ไปยังสาธุชนในการเลือกซื้อ เลือกบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย รวมทั้งฆราวาสที่เข้าร่วมกิจกรรม นอกจากจะสามารถดูแลตนเองได้แล้ว ยังสามารถรู้วิธีเลือกผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เหมาะสมใส่บาตรหรือถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์อีก

โครงการฉันดีมีสุขนี้มีการประเมินผลโครงการด้วย ซึ่งผลจากการประเมิน พบว่า การจัดกิจกรรมโครงการดังกล่าว สามารถสร้างการรับรู้ได้ในระดับที่ดี และเป็นการจุดหรือกระตุ้นให้พระสงฆ์และฆราวาสเห็นความสำคัญในการบริโภคอาหารปลอดภัยมากขึ้นมีส่วนทำให้พระสงฆ์           เห็นความสำคัญในการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ขณะเดียวกัน พระสงฆ์เอง เห็นว่า ควรมีกิจกรรมแบบนี้ในทุก ๆ พื้นที่ และควรส่งเสริมให้ประชาชนที่ทำบุญตักบาตร รับรู้และมีความเข้าใจในการเลือกอาหารทำบุญได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการฉันดีมีสุข มีแนวโน้มที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่ม และบริโภคอาหารมากถึงร้อยละ 84.80 แสดงให้เห็นว่า              เมื่อรู้แล้วว่า การบริโภคอาหาร ที่จะลดหรือหลีกเลี่ยงการเป็นโรค NCDs ได้นั้น จะต้องบริโภคให้ถูกต้องอย่างไร โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้ความสำคัญกับกับการอ่านฉลากโภชนาการมากขึ้นถึงร้อยละ 80 และเห็นว่าการอ่านฉลากโภชนาการมีประโยชน์ทำให้ทราบข้อมูลและตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ถูกต้อง และเหมาะสมมากขึ้น