เปิดสาเหตุ มอลลี่ กลับดาวหมา หลังถูกจุดไฟเผา สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ฯ แถลงประณามการกระทำ
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ รายงานจาก นายสัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ ม.อ. ผู้ดูแลเปิดเผยรายละเอียดการรักษา “น้องมอลลี่” ที่ถูกส่งตัวมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่าสภาพบาดแผลจากการถูกเผามีความรุนแรงถึงระดับ 4-4.5 (จากเต็ม 5) ผิวหนังได้รับความเสียหายเกือบ 100% ทั่วร่างกายจนเกิดภาวะเนื้อตายในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรงและนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะภายในหลายระบบ ทั้งภาวะไตวายที่ตรวจพบปริมาณปัสสาวะน้อยผิดปกติ และภาวะตับวายที่แสดงอาการผ่านภาวะตัวเหลืองคล้ายดีซ่าน
รายงานว่า ก่อนเสียชีวิตยังพบภาวะลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขาหน้าและขาหลังขวาจนเนื้อเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเนื่องจากไม่มีเลือดไปเลี้ยง ซึ่งภาวะแทรกซ้อนสะสมทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถยื้อชีวิตน้องไว้ได้
เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้สร้างความสะเทือนใจและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยสังคมส่วนใหญ่ต่างร่วมกันประณามการกระทำที่ทารุณโหดร้ายครั้งนี้ พร้อมวอนขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนสอบสวนและติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ได้ออกแถลงการณ์ มีใจความว่า สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ได้เฝ้าติดตามเหตุการณ์ดังกล่าว รู้สึกเศร้าสลดและขอไว้อาลัยกับการจากไปของ “น้องมอลลี่” ทั้งนี้ TSPCA ขอประณามการกระทำการทารุณกรรมอันโหดร้ายนี้ และเรียกร้องให้ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร่งด่วน ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ให้ถึงที่สุดต่อไป
ขณะที่ ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล กรรมการและเลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ กล่าวว่า พฤติกรรมการนำมันเบนซินมาราดบนตัวสุนัขแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น สุนัขวิ่งกลับบ้านด้วยความเจ็บปวดทรมาน เป็นพฤติกรรมที่ทารุณโหดร้ายและท้าทายกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าในไม่ช้าจะจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ และส่วนตัวขอประณามกับพฤติกรรมทารุณโหดร้ายกับสัตว์เช่นนี้ และจะติดตามขอให้มีการบังคับโทษสูงสุดของกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ได้ สมาคมฯ ยังได้ทำหนังสือถึง พ.ต.อ.กีรติ ตรีวัย ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา เพื่อเร่งรัดจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายจนกว่าคดีนี้ถึงที่สิ้นสุด ต่อไป



