เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 18 พฤษภาคม เครือข่ายประชาชนและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพกว่า 70 คน เดินทางมายังบริเวณหน้าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เพื่อดักพบ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ก่อนร่วมประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) โดยเครือข่ายฯและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ยื่นจดหมายที่มีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 52 องค์กรเครือข่าย เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ สธ.ยุติกระบวนการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ชี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน ที่สำคัญสาระที่แก้ไขขัดแย้งหลักการของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้ขาดธรรมาภิบาลตั้งแต่การคัดเลือกกรรมการแก้ไขกฎหมายแล้ว โดยมีสัดส่วนของผู้ให้บริการมากถึง 12 คนจาก 26 คน ที่เหลือคือส่วนราชการอื่นเช่นกรมบัญชีกลาง โดยมีประชาชนเพียง 2 คน ซึ่งมีเจตนาโน้มเอียงและ เอื้อประโยชน์แก่ผู้ให้บริการภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ มีหลายประเด็นที่มีการไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ที่ยอมรับไม่ได้ เช่น การขอเพิ่มสัดส่วนกรรมการบอร์ดสปสช.ในส่วนผู้ให้บริการโดยไม่มีหลักคิดอะไรมารองรับ แทนที่บอร์ดจะเป็นผู้แทนของผู้รับบริการหรือเป็นบอร์ดของผู้ซื้อบริการซึ่งมีหน้าที่กำหนดการใช้จ่ายงบประมาณที่เห็นว่าเหมาะสมและครอบคลุมการเข้าถึงของประชาชน กลับกลายเป็นว่ามีองค์ประกอบของผู้ให้บริการมากกว่ามาก
“เจตนาชัดเจนที่จะปล่อยให้ผู้จัดบริการเข้ามาแทรกแซง ถ้าพิจารณาดูดีๆก็จะเห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน เพราะบอร์ดสปสช.มีหน้าที่จัดหาบริการ กำหนดค่าใช้จ่ายให้หน่วยบริการ โดยต้องตั้งอยู่บนฐานให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่ดีมีมาตรฐาน แต่กลับมีคนของผู้ให้บริการมาเป็นกรรมการเพิ่มมากขึ้น แบบนี้ยิ่งเป็นการทำลายหลักการระบบหลักประกันสุขภาพฯที่ต้องแยกผู้ซื้อบริการและผู้จัดบริการให้ชัดเจน” นายนิมิตร์กล่าว และว่า การแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพฯครั้งนี้ถือว่าขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 77 ที่ไม่ได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดว่าการแก้ไขกฎหมายต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และต้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วมในกระบวนการแก้กฎหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การจัดเวทีรับฟังความเห็นเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น จึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ สธ. หยุดกระบวนการแก้กฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเริ่มต้นกระบวนการใหม่ที่ถูกต้อง
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ผู้แทนเครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรังและเอชไอวีกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลและรับไม่ได้เลยอย่างยิ่งคือการไปตีความว่า สปสช.ไม่มีอำนาจในการจัดซื้อยา ทั้งๆที่ผ่านมาสปสช.ได้มีการพัฒนาระบบการจัดซื้อยารวมเฉพาะยาที่จำเป็น มีแนวโน้มว่าประชาชนจะเข้าไม่ถึง รวมถึงยาที่มีราคาแพงและยากำพร้าทั้งหลาย โดยมีระบบการต่อรองราคายา ทำให้สามารถซื้อยาได้ในราคาที่ถูก มีระบบบริหารยาที่เป็นมืออาชีพโดยร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม ตัวอย่างเช่นยาต้านไวรัสเอชไอวี น้ำยาล้างไต เป็นต้น ที่ผ่านมาประชาชนเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระโรงพยาบาลด้านการสั่งซื้อ จัดเก็บยา ที่สำคัญประหยัดงบประมาณด้านยาได้อย่างมหาศาล แต่ในกฎหมาย ที่กำลังแก้ไขนี้กลับจะถอยหลังไปเป็นแบบยุคแรกคือ ให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จัดซื้อ คำถาม คือ สธ.จะใช้อำนาจตามกฎหมายไหนมาจัดซื้อยาด้วยงบของกองทุนหลักประกันสุขภาพ มีการเตรียมระบบรองรับหรือไม่
“การจัดซื้อยาในส่วนนี้ของสปสช.ที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อแค่ร้อยละ 4.9 ของการจัดซื้อยาทั้งประเทศ ที่เหลืออีกกว่า 95% รพ.ก็เป็นคนจัดการสั่งซื้อกันเองอยู่แล้ว จะมีอะไรการันตีว่าประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบต่อการเข้าถึงยา กลับกันคณะฯแก้กม.ควรสนับสนุนให้สปสช.จัดการเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ ด้วยการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว จริงๆกรณีนี้ทางคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาค
ด้านนพ.ปิยะสกล กล่าวว่า พร้อมรับฟังทุกเสียงของทุกฝ่าย แต่ต้องขอยืนยันว่า การปรับปรุงพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ครั้งนี้ไม่ได้กระทบต่อประชาชน เพราะไม่ได้มีการลดสิทธิใดๆลงแม้แต่นิดเดียว

