หน้าแรก ในประเทศ ชัชชาติ เชื่อ...

ชัชชาติ เชื่อ ‘ไม่ฟลุค’ 4 ปีแก้ฝุ่นเห็นผล วันค่าเกินมาตรฐานลด 50% ยันลุยต่อเนื่อง เป็นโมเดลประเทศได้

2.03.26 | 16:34 น.

ชัชชาติสรุป 4 ปีแก้ฝุ่น เหมือนวิ่งมาราธอน ยัน 10 มาตรการเห็นผล วันค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง 50% เดินหน้าต่อเนื่องปีหน้า เชื่อเป็นโมเดลให้ทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ห้องศิริวิทย์ 1 ชั้น 26 โรงแรมไอบิส สไตล์ กรุงเทพ สุขุมวิท พระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร แถลงสรุปสถานการณ์ฝุ่นละอองตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พร้อม 10 มาตรการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศมีแนวโน้มดีขึ้น

นายชัชชาติกล่าวว่า วันที่ 2 มีนาคม ถือเป็นวันพ้นฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ ซึ่งฤดูหนาวมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่น เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาฝุ่นเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อพ้นฤดูหนาว ลมใต้จากอ่าวไทยจะพัดเข้ามา ทำให้อากาศร้อนชื้นและไม่พาฝุ่นเข้ามา ส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น

“ถามว่าที่ผ่านมาดีขึ้นไหม ก็จะมีคนบ่นว่า เฮ้ย! ไม่เห็นจะแก้ปัญหาเรื่องฝุ่นได้เลย อันนี้ก็อาจจะต้องเอาข้อมูลมาให้พวกเราเห็นว่าเราเห็นฝุ่นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์เทียบกันปีต่อปี ปีที่แล้วกับปีนี้ หลักๆฤดูฝุ่นจะมีธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ เราวัดวันที่เป็นสีส้ม ก็คือวันที่คุณภาพเกินมาตรฐาน

เชื่อว่าเราไม่ได้ฟลุค ถ้าถามว่าฟลุคไหม มันมี 3 ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือเรื่องสภาพอากาศปิด ฝุ่นจากภายนอก และฝุ่นจากภายใน สภาพอากาศปีนี้เผลอ ๆ จะปิดกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ อัตราการระบายอากาศไม่ได้ดีขึ้นเลย แต่เราสามารถควบคุม 2 ปัจจัยได้ดีขึ้น คือเรื่องรถยนต์และการเผา ผมเชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว และหากเราเดินหน้าต่อ ปีหน้าคุณภาพอากาศก็น่าจะดีขึ้นกว่านี้อีก ผมเชื่อว่าปีนี้หลายคนสังเกตเห็นว่าฝุ่นไม่ได้หนักเท่าฤดูกาลที่ผ่านมา” นายชัชชาติ กล่าว

Advertisement

 

ทั้งนี้ จากจำนวนวันที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้ม (เกินมาตรฐาน) พบว่า เดือนธันวาคม จาก 10 วัน (พ.ศ. 2567) เหลือ 6 วัน (พ.ศ. 2568) ลดลง 40% เดือนมกราคม จาก 22 วัน (พ.ศ. 2568) เหลือ 12 วัน (พ.ศ. 2569) เดือนกุมภาพันธ์ จาก 12 วัน (พ.ศ. 2568) เหลือ 6 วัน (พ.ศ. 2569) เฉลี่ยแล้วจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลดลงประมาณ 50% และค่าเฉลี่ยฝุ่น (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ลดลงประมาณ 20%

สำหรับ 10 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย
1. เขตควบคุมมลพิษ (Low Emission Zone) แม้ปีนี้ไม่ได้ประกาศใช้เต็มรูปแบบ แต่การกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้าทำให้เจ้าของรถเร่งปรับปรุงเครื่องยนต์และสภาพรถ

2. โครงการ Green List Plusยายจากรถ 6 ล้อขึ้นไปสู่รถทั่วไป ปัจจุบันมีรถเข้าร่วม 377,461 คัน จากเป้าหมาย 500,000 คัน มีเอกชนช่วยลดราคา คาดว่าช่วยลดมลพิษได้ราว 22.5%

3. เข้มตรวจควันดำ ปรับมาตรฐานความทึบแสงจาก 30% เหลือ 20% จับรถควันดำได้เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า โดยร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ

4. ควบคุมไซต์ก่อสร้างเข้มงวด กำหนดเป็นเงื่อนไขการออกใบอนุญาต หากพบใช้รถควันดำอาจถูกระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง เพื่อไม่ให้ผู้รับเหมาใช้รถที่ปล่อยมลพิษ

5. จัดการมลพิษโรงงาน ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มโรงงานที่ติดตั้งระบบมอนิเตอร์ปล่องควันเป็น 256 แห่ง จากเดิมที่มีจำนวนน้อยกว่านี้

6. ประสานจังหวัดข้างเคียง ลดการเผา

7. เปิด Line Alert และ Traffy Fondue เพิ่มระบบแจ้งเตือนพื้นที่ฝุ่นสีแดงล่วงหน้า

8. ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียน ดำเนินการแล้วเกินครึ่ง และตั้งเป้าครบ 100% ภายในปีนี้

9. มาตรการ Work from Home ช่วยลดการจราจรราว 10% มีเครือข่ายร่วมกว่า 200,000 คน ทำให้การสะสมมลพิษลดลง

10. เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้แล้ว 2.4 ล้านต้น สวน 15 นาที 441 แห่ง และเริ่มโครงการ Bangkok Green Wall ฝั่งตะวันออก

สำหรับประเด็นการเผาของกลุ่มเกษตรกร นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนว่าเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกร คงไปว่าเขาไม่ได้ แต่เราช่วยให้ข้อมูลว่าจะลดการเผาได้อย่างไร มีจุลินทรีย์ช่วย มีการร่วมมือกับ ADB (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) ทดสอบไร่นา 1,000 ไร่ แม้บางส่วนถูกเผาไปก่อน แต่เราก็ยังได้ทดสอบ และไม่ปล่อยเกษตรกรให้โดดเดี่ยว พร้อมสนับสนุนเครื่องอัดฟางให้ชาวนาเพื่อนำฟางไปขายแทนการเผา ปีนี้กรุงเทพฯ พบจุดเผาเพียง 1 จุด จังหวัดข้างเคียงลดการเผาลง 44%

นายพรพรหม กล่าวเสริมว่า จังหวัดนครนายก ปี 2567-2568 มีจุดเผาประมาณ 300 จุด ปี 2568-2569 ลดเหลือประมาณ 200 จุด ลดลง 25% ขณะที่จำนวนวันที่ไม่มีการเผาเพิ่มจาก 60 วัน เป็นประมาณ 70 วัน เพิ่มขึ้น 27%

ด้านนายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ยังไม่จบ เป็นการวิ่งมาราธอน เราไม่สามารถทำได้ในพริบตา แต่ความพยายามตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นผลที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าถ้าทุกหน่วยงานร่วมมือกันต่อเนื่อง จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมาก และสามารถเป็นโมเดลให้ทั้งประเทศได้