เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน คดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และองค์คณะรวม 9 คน นัดพร้อมคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานอนุ กก.พิจารณาระบายข้าว กับพวกรวม 21 ราย เป็นจำเลยฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ, ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง อสส. ยังขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาท ที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับด้วย ที่อสส.ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558
วันนี้ยังเป็นการพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย คดีหมายเลขดำ อม.1/2559 ที่ อสส. ยื่นฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด หจก.โรงสีข้าวกิจทวียโสธร, นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด ที่มีนายทวี อาจสมรรถ เป็นกรรมการ, บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด, นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการ, บริษัท เจียเม้ง จำกัด และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการ เป็นจำเลยที่ 1-7 ฐานร่วมกันกระทำการสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 83, 86 และ 91 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 และมาตรา 123/1 กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 8 กันยายน 2554 – 22 กุมภาพันธ์ 2556 ร่วมสนับสนุนจำเลยที่ 1-7 คดีนายบุญทรง กับพวกที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ในการจ่ายแคชเชียร์เช็คซื้อขายแต่ไม่ได้มีการซื้อจริง โดยคดีนี้ อสส.ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2559
โดยศาลอ่านและอธิบายฟ้องโดยสรุปให้จำเลยทั้งเจ็ด ฟังแล้ว ซึ่งจำเลยทั้งหมดยืนยันให้การปฏิเสธ และจะส่งคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 และจำเลยได้ทราบจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.มาแล้ว ประกอบกับจำเลยสามารถนำสืบรายละเอียดในประเด็นที่ต่อสู้ได้ ศาลจึงให้เวลาจำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำให้การเพิ่มเติมภายใน 14 วัน
ส่วนที่อัยการโจทก์ ขอรวมสำนวนทั้งสอง พิจารณาเป็นคดีเดียวกันเนื่องจากคดีเกี่ยวพันกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกันนั้น องค์คณะฯ ได้สอบถามจำเลยทั้งหมดแล้วไม่คัดค้าน ประกอบกับเพื่อความสะดวกในการพิจารณาจึงอนุญาตให้รวมทั้ง 2 สำนวนคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 เป็นคดีหลัก ส่วนจำเลยที่ 1-7 คดีหมายเลขดำ อม.1/2559 ให้นับเป็นจำเลยที่ 22 -28 ต่อจากคดีดังกล่าว
ทั้งนี้ องค์คณะฯ อนุญาต ตามที่อัยการ โจทก์ ยื่นคำร้องวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ขอเพิ่มพยานรวม 12 อันดับ ประกอบด้วย พยานเอกสาร 10 ฉบับ และพยานบุคคลอีก 2 ปาก คือ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำสืบประเด็นการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และพยานอดีตพนักงานธนาคารกรุงไทยฯ นำสืบเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินและบัญชีที่เกี่ยวข้องกับคดี และอนุญาตตามคำร้องจำเลยที่ 10-23 ขอให้สืบพยานชาวจีน รวม 5 ปากผ่านระบบ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อนำสืบสถานะความมีอยู่ของ บริษัท กวางตุ้ง จำกัด (Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp.) และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง และการซื้อขายข้าว
เมื่อมีการรวมสำนวนพิจารณาเป็นคดีเดียวกันแล้ว องค์คณะจึงให้ยกเลิกนัดการไต่สวนพยานเดิม แล้วให้เพิ่มนัดไต่สวนพยานอีก 4 นัด คือ วันที่ 18 มกราคม, 25 มกราคม, 1 กุมภาพันธ์ และ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โดยให้นัดตรวจพยานหลักฐานในส่วนของจำเลยที่ 22-28 ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น.

