กรมอุทยานฯ แจงผลตรวจสอบ การตาย ‘สีดอหูพับ’ ยันใช้ยาซึมตามขนาดตัว อายุ ไม่ได้ใช้ยาเกินขนาด ย้ำไม่ใช่ความประมาทเลินเล่อของจนท.
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยนายสุขี บุญสร้าง ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 นายธานี วงศ์นาค ผอ.ส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ สัตวแพทย์หญิงกิรณา นรเดชานนท์ สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานฯ ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและคณะกรรมการฯ กรณีการตายของช้างป่าสีดำหูพับ ระหว่างการเคลื่อนย้ายจากอุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น เพื่อนำไปปรับพฤติกรรมในโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงฯ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.69

นายธานีกล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมพยานเอกสารรวม 117 ชุด และบันทึกถ้อยคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง 20 ราย เรียบร้อยแล้ว โดยในข้อเท็จจริงด้านเทคนิควิชาการ การใช้ยา และสาเหตุการเสียชีวิตจากการตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอนการวางยาซึมและการเคลื่อนย้าย ทีมสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินน้ำหนักช้างจากระยะไกลไว้ที่ 2.3-2.5 ตัน (ผลชันสูตรจริงคือ 2.8 ตัน) และประเมินอายุไว้ที่ 15-20 ปี ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏ นอกจากกระที่ใบหูและรอยตีนแล้ว ยังพบว่าช้างป่ามีอาการตกมัน เมื่อเดือน ก.ย.68 ที่ผ่านมา ซึ่งอาการตกมันจะพบในช้างเพศผู้อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และสอดคล้องกับผลงานวิจัยวิชาการที่ใช้อ้างอิง
“การใช้ยาซึมในช่วงเวลาปฏิบัติงานรวม 4 ชั่วโมง 36 นาที มีการให้ยาซึม (Xylazine) รวม 5 ครั้ง ปริมาณรวม 27 มิลลิลิตร (2,700 มิลลิกรัม) เพื่อรักษาระดับการซึมตามการตอบสนองของสัตว์ ซึ่งทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่าเป็นไปตามหลักวิชาการและไม่เกินกว่าขนาดยาปกติสำหรับการจัดการช้างป่า โดยมีข้อจำกัดการปฏิบัติงานในช้างป่าธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมการงดน้ำและอาหารได้เหมือนสัตว์เลี้ยง ประกอบกับพื้นที่เกิดเหตุเป็นไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ สำหรับสาเหตุการตายจากผลการชันสูตรโดยละเอียดสรุปว่า เกิดจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว” ประธาน คกก.ฯ เผย

นายธานีกล่าวอีกว่า คณะกรรมการฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐานคำให้การและผลชันสูตรจากห้องปฏิบัติการให้คณะผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแก้ไขปัญหาช้างป่าฯ พิจารณาให้ความคิดเห็นตามหลักวิชาการ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอน มีแผนกำหนดอย่างชัดเจน ทั้งในการเตรียมการก่อนปฏิบัติการ การประเมินข้อมูลช้างป่าก่อนยิงยา การซักซ้อมแผนปฏิบัติการและแผนฉุกเฉิน โดยพบว่าในขณะภาวะวิกฤต ช้างสีดอหูพับเกิดการสำลักอาหารนั้น เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามหลักการและวิธีการอันพึงกระทำตามหลักวิชาชีพสัตวแพทย์ในการช่วยเหลือ แก้ไข และรักษาอาการสำลักอาหารของช้างป่าแล้ว มิได้ปรากฏว่ามีการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
เมื่อถามว่า ยาซึม (Xylazine) เป็นยาซึมที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ สัตวแพทย์หญิงสุนิตา วิงวอน สัตวแพทย์กรมอุทยานฯ กล่าวว่า ยาซึม Xylazine เป็นยาซึมที่ทางกรมอุทยานฯ ที่ใช้มาตลอด ตั้งแต่ใช้ดำเนินการเคลื่อนย้ายและเพื่อการรักษา ส่วนยาซึมชนิดอื่นยังไม่มีการนำเข้ามา อย่างไรก็ตาม ทุกการวางยามักมีความเสี่ยงในทุกกรณีอยู่แล้ว ซึ่งทางสัตวแพทย์ได้ดำเนินการตามหลักวิชาการอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งเตรียมการหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น


