เปิดแผน ตร. ปูพรมติดกล้องป้องปราบป่วน!!

19.05.17 | 18:56 น.
พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผบช.น.

เหตุระเบิดในถังขยะหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล(เก่า)ถนนราชดำเนินกลาง ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด กรุงเทพมหานคร บาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน เมื่อค่ำวันที่ 5 เมษายน

ในวาระแรกหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ระบุเพียงแค่เป็นระเบิดปิงปอง หมายความว่าพิษสงไม่น่าร้ายแรง จนเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ตรวจสอบอย่างละเอียด พบชิ้นส่วนมีลักษณะคล้ายท่อพีวีซี (PVC) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 นิ้ว ยาว 4 นิ้ว มีประจุดินดำ ใช้ไทเมอร์เป็นตัวตั้งเวลาจุดระเบิด คล้ายระเบิดประเภทไปป์บอมบ์ที่ใช้สร้างสถานการณ์ หรือเหตุความวุ่นวาย แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน

การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าลักษณะคล้ายกับระเบิดในตู้โทรศัพท์สาธารณะโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน เมื่อปี 2550 ที่มีแผงวงจรที่เชื่อว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ที่สำคัญจุดเกิดเหตุหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (เก่า) บ่งชี้เป็นสัญลักษณ์การเมือง

จากนั้นอีก 40 วัน เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกครั้ง ในคืนวันที่ 15 พฤษภาคม บริเวณหน้าโรงละครแห่งชาติ ท้องที่ สน.ชนะสงคราม มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน แม้ในครั้งนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จะยืนยันในครั้งแรกหลังเกิดเหตุว่า “ไม่ใช่ระเบิดหรือประทัดยักษ์ เนื่องจากไม่พบเขม่าดินปืนหรือสะเก็ดระเบิดตกในที่เกิดเหตุ แต่พบความเสียหายของท่อพีวีซีซึ่งเป็นฐานของป้ายประชาสัมพันธ์ขนาด 1 นิ้วครึ่ง แตกกระจายอยู่ เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ เนื่องจากมีลมพัดแรง อาจทำให้ท่อพีวีซีแตกหัก”

กระทั่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ บก.สส.บช.น. และ กก.สส.บก.น.1 ปูพรมพื้นที่พบหลักฐานชิ้นสำคัญ ไอซีไทเมอร์ ถ่านกระดุม ตัวตั้งเวลาจุดระเบิด และสายไฟตกเป็นท่อนๆ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร ทิศทางของคดีจึงเบนไปทางสร้างสถานการณ์ และชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบละม้ายเหตุระเบิดหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (เก่า) ด้วย

Advertisement

อย่างไรก็ดีในการสืบสวนสอบสวนติดตามจับกุมคนร้าย พบอุปสรรคข้อใหญ่ เหตุระเบิดถังขยะหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (เก่า) ทีมสืบสวนสอบสวนตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดโดยไล่จากถังขยะจุดเกิดเหตุในรัศมี 160 เมตร แต่พบว่าขาดความต่อเนื่อง

ขณะที่จุดระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ เป็นจุดที่ผู้คนจอแจ เป็นที่จอดรถเมล์ และที่สำคัญไม่มีกล้องวงจรปิด

หลังเหตุเกิดระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติเพียงหนึ่งวัน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานมั่นคง ระบุว่ามอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายความมั่นคงสำรวจจุดเสี่ยง จุดล่อแหลมต่อการเกิดอาชญากรรม และจุดล่อแหลมต่อความมั่นคง เพื่อติดตั้งกล้องซีซีทีวีเพิ่มเติม

โดยมีแผนติดตั้งกล้องซีซีทีวีบริเวณจุดเสี่ยง จุดล่อแหลม ในรัศมี 2 กิโลเมตร จากท้องสนามหลวง จำนวน 204 จุด 498 ตัว ครอบคลุมพื้นที่ 10 สถานี (สน.) 4 กองบังคับการ (บก.) ประกอบด้วย บก.น.1, 6, 7 และ 8 เชื่อมต่อสายไฟเบอร์ออปติกไปยัง สน.ต่างๆ และ บช.น. เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน

การติดตั้งจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน โดยโครงการจะเริ่มเดือนมิถุนายนเป็นอย่างช้า โดยใช้งบประมาณ 150 ล้านบาท จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โอนงบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ

“ทั้งนี้กล้องที่จะนำมาติดตั้งนั้นต้องได้ของที่มีคุณภาพ ผมจะตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง สำหรับพื้นที่ที่ติดตั้ง ได้แก่ สน.ชนะสงคราม จำนวน 26 จุด กล้อง 26 ตัว สน.นางเลิ้ง จำนวน 22 จุด กล้อง 44 ตัว สน.พระราชวัง จำนวน 18 จุด กล้อง 41 ตัว สน.สำราญราษฎร์ จำนวน 21 จุด กล้อง 41 ตัว สน.จักรวรรดิ จำนวน 27 จุด กล้อง 39 ตัว สน.พลับพลาไชย 1 จำนวน 40 จุด กล้อง 128 ตัว สน.บางยี่ขัน จำนวน 38 จุด กล้อง 138 ตัว สน.บางกอกน้อย จำนวน 4 จุด กล้อง 12 ตัว สน.บางกอกใหญ่ จำนวน 3 จุด กล้อง 10 ตัว และ สน.บุปผาราม จำนวน 5 จุด กล้อง 19 ตัว รวมทั้งหมดจำนวน 204 จุด กล้อง 498 ตัว

“กล้องจำนวนดังกล่าวไม่ได้เพิ่งคิดทำช่วงที่มีเหตุในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ทั้งสองเหตุการณ์ แต่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 196/2559 ลงวันที่ 9 กันยายน 2559 ตั้งคณะกรรมการบริหารการบูรณาการแผนและระบบกล้องซีซีทีวีทั่วประเทศ โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งานระบบกล้องซีซีทีวีในกรุงเทพมหานคร ประชุม 2 ครั้ง

“โดยครั้งแรกวันที่ 17 มกราคม 2560 และครั้งที่สอง วันที่ 8 มีนาคม 2560 พบว่ากล้องของกรุงเทพมหานคร 53,249 ตัว เชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานคร 14,845 ตัว และกล้อง stand Alone ที่ทำงานโดยไม่มีการเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ 38,404 ตัว ในส่วนคณะทำงานของตนสำรวจพบมีกล้องตำรวจ (ดูสภาพการจราจร) 538 ตัว กล้องเอกชน 11,425 ตัว ขณะที่คณะทำงานสำรวจจุดเสี่ยง ล่อแหลม จุดสำคัญงานมั่นคง ติดตั้งเพิ่มเติม 944 จุด กล้อง 2,368 ตัว แต่หากติดตั้งกล้องจำนวนดังกล่าวจะใช้งบประมาณเยอะมาก จึงติดตั้ง 204 จุด กล้อง 498 ตัวก่อน” รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานมั่นคงเผย

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์บอกว่า คิดว่ากล้องที่ของบประมาณซื้อมา จะเกิดประโยชน์มากกับตำรวจและประชาชน และหากได้งบประมาณมาและติดตั้งควรลากสายไฟเบอร์ออปติกไปที่สถานีตำรวจ (สน.) ในพื้นที่ และที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อประโยชน์ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย ในการลากสายไฟเบอร์ออปติกหากลากสายไปไว้ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและไม่เกิดประโยชน์ มีแต่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เกิดความล่าช้าในการเสาะแสวงหาพยานหลักฐาน

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์บอกด้วยว่า นอกจากนี้ทาง พล.ต.ท.ศานิตย์มอบหมายให้ตนกับ พล.ต.กฤษณ์ดนัย อิทธิมณฑล เสธ.กองทัพภาคที่ 1 กำหนดมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่โดยรอบรัศมี 2 กิโลเมตร (กม.) จากสนามหลวง และพื้นที่โดยรอบรัศมี 1 กม. จากลานพระราชวังดุสิต โดยจะเชิญรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล (รอง ผบก.น.) 1, 6, 7, 8, สปพ. และ อคฝ.ที่รับผิดชอบความมั่นคง พร้อมผู้กำกับการ (ผกก.) สน.นางเลิ้ง สน.ดุสิต สน.ชนะสงคราม สน.สามเสน สน.พญาไท สน.พระราชวัง สน.จักรวรรดิ สน.สำราญราษฎร์ สน.พลับพลาไชย 1 สน.บางกอกใหญ่ สน.บางกอกน้อย สน.บางยี่ขัน และ สน.บุปผาราม มาเสนอมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบ

โดยเฉพาะสถานที่ที่สำคัญต่างๆ