เป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีไฟเขียวรับหลักการ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการดักฟังและเข้าถึงข้อมูลและเอกสารที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอ โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องการละเมิดสิทธิ อย่างไรก็ดีพบว่า ที่ผ่านมามีกฎหมายหลายฉบับให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการดักฟังและเข้าถึงข้อมูล
โดย ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐดักฟังและเข้าถึงข้อมูลและเอกสารที่ใช้บังคับอยู่รอบตัวคนไทยมีหลายฉบับ หากรวมร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฯฉบับล่าสุด นับได้ 11 ฉบับ ดังนี้
1.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 17 ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พนักงานสอบสวนซึ่งได้รับอนุมัติจากอัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย มีอำนาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้ได้มาซึ่งเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้
2.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 30 ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใด ซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศอื่นใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอนุมัติเป็นหนังสือจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลอาญาหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งเอกสาร หรือข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับประธานศาลฎีกา
3.พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 25 ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหนังสือมีอำนาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้
4.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2519 มาตรา 14 จัตวา ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เจ้าพนักงานซึ่งได้รับอนุมัติจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นหนังสือ จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้
5.พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 46 ในกรณีที่มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าบัญชีลูกค้าของสถาบันการเงิน เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเลขาธิการคณะกรมการป้องกันแลปราบปรามการฟอกเงินมอบหมายเป็นหนังสือ จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลแพ่ง เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าถึงบัญชี ข้อมูลทางการสื่อสาร หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้นก็ได้
6.พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 18 เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ หรือในกรณีที่มีการร้องขอจากพนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการเรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการ สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการ สั่งให้บุคคลใดส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ต่างๆ ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
7.พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ.2528 ให้อำนาจสำนักข่าวกรองแห่งชาติในการดักฟังการติดต่อสื่อสารทางสัญญาณวิทยุ เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสารอันอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ
8.พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11 (5) เมื่อนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีได้ประกาศให้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสถานการณ์ ที่มีความร้ายแรงแล้ว นายกรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งตรวจสอบจดหมาย หนังสือ สิ่งพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ หรือการสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใด ตลอดจนการสั่งระงับหรือยับยั้งการติดต่อ หรือการสื่อสารใด เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุการณ์ร้ายแรง โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษโดยอนุโลม
9.พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 25 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เปิดตรวจไปรษณียภัณฑ์ที่ส่งทางไปรษณีย์อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477
10.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 105 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ขอคำสั่งจากศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ส่งจดหมาย ไปรษณียบัตร สิ่งพิมพ์หรือเอกสารอื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์ จากผู้ต้องหาหรือจำเลย หรือที่ส่งถึงผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่ยังมิได้มีการส่งเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณาหรือการกระทำอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
11.ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …(การเข้าถึงและได้มาซึ่งเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด) โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559 จากนั้นได้ส่งร่างกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 และได้ส่งร่างกฎหมายให้คณะกรรมการประสานงาน สนช.พิจารณาก่อนเสนอ สนช.ต่อไป เดิมทีร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ในชั้นความลับมาก แต่ต่อมาตามที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงข่าว ได้มีการถอดชั้นความลับของกฎหมายฉบับนี้ออก เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 บัญญัติให้ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องก่อนการตรากฎหมาย
ทั้งนี้ ดร.ธนกฤต ให้ความเห็นว่า ในเนื้อหาของร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับนี้ถึงแม้จะมีข้อดีที่มีบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลมากขึ้นกว่ากฎหมายอื่นทำนองเดียวกันที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการดักฟังและเข้าถึงเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และมีบทบัญญัติที่วางหลักเกณฑ์ควบคุมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจตุลาการมากขึ้นกว่าเดิม แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเจ้าหน้าที่รัฐตามร่างกฎหมายนี้อาจซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอื่นที่มีอำนาจเช่นกันในการเข้าถึงเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายเฉพาะดังกล่าวมาแล้วได้ นอกจากนี้ การที่ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอนว่าอย่างไรเป็นความผิดที่มีความซับซ้อนอาจทำให้เกิดปัญหาในการตีความ การบังคับใช้กฎหมาย และอาจก่อให้เกิดปัญหาการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐได้
ทั้งนี้ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับนี้จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 ในการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องเสียก่อนที่จะมีการตรากฎหมายด้วย

