‘สุชาติ’ ลุยตรวจ 18 ตู้สินค้าที่แหลมฉบัง พบขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2 แสนกิโลกรัม ย้ำไม่ยอมให้ไทยเป็นแหล่งรับขยะโลก โทษสูงสุดคุก 10 ปี ปรับ 5 แสน พร้อมส่งขยะกลับ
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 มีนาคม ที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.ชลบุรี พร้อมด้วยผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ
การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร DSI และกรมควบคุมมลพิษ ในการตรวจสอบและขยายผลขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย

โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย 18 ตู้ แบ่งเป็น กลุ่มแรก 12 ตู้ สำแดงสินค้าเป็นเศษเหล็กจากประเทศเฮติ แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเศษเหล็กปะปนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ น้ำหนักรวมประมาณ 284,919 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2.53 ล้านบาท
กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ได้รับข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและเครือข่าย Basel Action Network (BAN) สำแดงสินค้าเป็น Metal Scraps และ Mixed Metal จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีปลายทางการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง และกลุ่มที่ 3 จำนวน 2 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่กรมศุลกากรได้อายัดไว้เนื่องจากผู้นำเข้ามีประวัติได้รับแจ้งข้อมูลจากเครือข่าย BAN โดยสำแดงสินค้าเป็นเศษอะลูมิเนียม จากประเทศสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์
ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าตู้สินค้าบางส่วนเข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่นำเข้าโดยผิดกฎหมาย อาจขัดต่อกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) โดยกรมศุลกากรจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงผลักดันส่งสินค้าดังกล่าวกลับไปยังนอกราชอาณาจักร และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ผู้ใดนำของเข้าหรือส่งออกโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกรมศุลกากรจะใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับในอัตรา 20% ของราคาสำแดง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท กับผู้นำเข้าสินค้า
นายสุชาติกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรฯแสดงจุดยืนชัดเจนในการปกป้องประเทศไทยไม่ให้เป็นแหล่งรองรับของเสียอันตรายจากต่างประเทศ ที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรฯได้ดำเนินนโยบายควบคุมและห้ามนำเข้าของเสียหลายประเภท อาทิ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก และขยะเทศบาล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติงาน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องประเทศไทยจากการเป็นแหล่งลักลอบทิ้งของเสียของโลก



