จับเรืออินโด 2 ลำ พร้อมลูกเรือ 19 คน ลอบทำประมงน่านน้ำไทย ยึดเรือ-คุมตัวดำเนินคดี
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 (ศรชล.ภาค3) ร่วมกับ ทัพเรือภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุม เรือประมงสัญชาติอินโดนีเซีย จำนวน 2 ลำลูกเรือ 19 คน ขณะทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำในพื้นที่อันดามัน ห่างจากภูเก็ต ประมาณ 70 ไมล์ทะเล โดยควบคุมเรือประมงทั้งสองลำเข้ามาที่หลักเทียบเรือทัพเรือภาคที่ 3 และควบคุมตัวลูกเรือทั้ง 19 คน ขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรือศุลกากรภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 กล่าวว่า ศรชล.ภาค 3 และทัพเรือภาคที่ 3 ได้รับแจ้งจากชาวประมงที่ทำการประมงบริเวณทางทิศตะวันตกของเกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา ประมาณ 60-70ไมล์ทะเล เมื่อ10 มี.ค.69 พบกลุ่มเรือประมงต่างชาติเข้ามาทำการประมงในพื้นที่
หลังรับแจ้งจึงส่งอากาศยานขึ้นบินลาดตระเวนทางทะเล พบกลุ่มเรือประมงต่างชาติทำการประมง กระจัดกระจายในพื้นที่ ประมาณ 60-70 ไมล์ทะเลทางทิศตะวันตกของเกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา โดยได้ติดตามตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00 น เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเรือหลวงคลองใหญ่ประสานการปฏิบัติ ซึ่งได้เดินทางเข้าถึงพื้นที่ในกลางดึกคืนวันที่ 10 มีนาคม 2569 ตรวจพบครั้งแรก 1 ลำ เป็นเรือประมงขนาดไม่ใหญ่มาก
บริเวณที่ตรวจสอบ สภาพคลื่นลมบริเวณกลางคืนเป็นเดือนมืด มีฝนตกหนัก คลื่นลมแรง จึงพยายามให้เรือประมงลำดังกล่าว หยุดเรือเพื่อขึ้นตรวจสอบและตรวจค้น ดำเนินการตามขั้นตอน จึงสามารถควบคุมเรือลำที่ 1 ได้ ลูกเรือ 5 คน จากนั้น เรือหลวงคลองใหญ่ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า มีเรือประมงอินโดนีเซีย อีก 1 ลำ เป็นเรือขนาดใหญ่ มีลูกเรือ 14 คน จึงควบคุมเรือลำที่ 2 ได้ รวมลูกเรือทั้งหมด 19 คน
จากการสอบถามเรือประมง ทั้ง 2 ลำ ทราบว่า เดินทางมาจาก อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย จุดที่ควบคุมเรือ อยู่ห่างจากภูเก็ตทางทิศตะวันตกประมาณ 70 ไมล์ทะเล ห่างจากอาเจะห์ ประมาณ 120-130 ไมล์ทะเล

เจ้าหน้าที่ฯ ยืนยัน จุดที่จับกุมอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย จึงดำเนินการตาม พรบ.ประมง ทำการควบคุมเรือประมงอินโดนีเซียทั้ง 2 ลำ เข้ามาที่หลักเทียบเรือทัพเรือภาคที่ 3 และ คุมตัวลูกเรือ ทั้ง 19 คน ทำการสอบสวนที่ท่าเทียบเรือศุลกากรภูเก็ต ดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อส่งมอบลูกเรือประมงทั้งหมดให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย และประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด กับกงสุลอินโดนีเซีย รวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ลูกเรือที่จับกุมทั้งหมด ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่มีการพันธนาการ ได้มอบอาหารและเครื่องดื่มให้กับลูกเรือประมงดังกล่าว
สำหรับ การจับกุมเรือประมงต่างชาติที่ทำการรุกล้ำน่านน้ำเข้ามาทำการประมงในประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอันดามันได้ทำการจับกุมอย่างต่อเนื่อง ในห้วงที่ผ่านมา โดยในปีงบประมาณ 2569 จับกุมเรือประมงมาเลเซีย 1 ลำ และ ล่าสุดครั้งนี้จับกุมเรือประมงอินโดนีเซีย 2 ลำ
ทางด้าน นาวาตรี ณัฐนันทน์ คัมภีระพันธุ์ ผู้บังคับการ เรือหลวงคลองใหญ่กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจพบเรือประมงทั้ง 2 ลำชักธงอินโดนีเซีย ทางเจ้าหน้าที่ฯ ได้ แสดงตัวและทำการจับกุมเรือ พร้อมลูกเรือและลากเรือทั้งสองลำกลับมาที่เกาะภูเก็ต ไม่มีการต่อสู้ใดๆทั้งสิ้น ไม่เกิดข้อขัดข้องใดๆ

ทางด้าน นายประยุธ รัตนวรรณ ประมงจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เรือประมงสัญชาติอินโดนีเซีย 2 ลำ ที่จับกุมได้ในครั้งนี้ ประเภทเรืออวนลาก และเครื่องมือเบ็ดมือ ซึ่งทั้งอวนลากและเบ็ดมือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในแหล่งประมง จะใช้ในแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำที่ค่อนข้างชุกชุม
การกระทำความผิดของเรือทั้งสองลำเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติและข้อกฎหมายหลายหน่วยงาน แต่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคประมง เกี่ยวข้องกับพรบ.ว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย ซึ่งในที่นี้ เป็นเรือต่างชาติเข้ามาทำประมงไทย ฝ่าฝืนมาตรา 7 (1) ซึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจหรือที่ได้รับแต่งตั้งสามารถเข้าดำเนินการตามกระบวนการปกครอง กฎหมายอาญามาตรา 10 สามารถมีอำนาจยึดเรือ ของกลาง ยึดสัตว์น้ำของกลาง และลงโทษตามมาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิเขตการประมงไทย
เรือที่จับกุมได้จะต้องทำการริบไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด และรอการตัดสินของกระบวนการกฎหมาย โดยเฉพาะ การพิจารณาคดีพิพากษา ซึ่งจะยึดหรือจะคืนของกลางอยู่ที่กระบวนการกฎหมาย
การที่ประมงต่างชาติรุกล้ำน่านน้ำไทยบ่อยครั้งเนื่องจากความชุกชุมของทรัพยากร ในน่านน้ำไทย ภายใต้การบริหารจัดการของกรมประมง ที่มีการควบคุมกำกับบริหารจัดการใช้เครื่องมือให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ในน่านน้ำไทย ด้วยกระบวนการของเรือประมงไทย มีการควบคุมกำกับอย่างต่อเนื่องเกิดผลดีให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำชุกชุมในน่านน้ำไทย จึงทำให้มีเรือประมงต่างประเทศ ลักลอบเข้ามาทำการประมงอย่างต่อเนื่อง มีการจับกุมเกิดขึ้นอย่างเป็นระยะ

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ เรืออินโดนีเซีย รุกล้ำน่านน้ำไทย
พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน เปิดเผยว่า การปฏิบัติการกวดขันดูแลปัญหาการรุกล้ำน่านน้ำเพื่อทำการประมงของบุคคลประเทศเพื่อนบ้านชาวอินโดนีเซียทั้งหมด มีเหตุการณ์ในอดีต หลายเหตุการณ์ ดังนี้
20 พฤษภาคม 2568
จับกุมเรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 2 ลำ ลูกเรือจำนวน 18 คน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตห่างฝั่งประมาณ 80 ไมล์
24 เมษายน 2568
จับกุมเรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 1 ลำ ลูกเรือจำนวน 5 คน บริเวณใกล้เกาะหลีเป๊ะ
9 ตุลาคม 2566
จับกุมหรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 3 ลำ ลูกเรือ 40 คนบริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตห่างฝั่งประมาณ 70 ไมล์
25 สิงหาคม 2566
จับกุมเรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 2 ลำพร้อมลูกเรือ 29 คน บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตห่างฝั่งประมาณ 80 ไมล์
ความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางครั้งเรือประมงต่างชาติมักจะตัดทำลายซั้งของชาวประมงไทยที่ได้วางไว้ในบริเวณดัง กล่าวซึ่งเป็นซั้งน้ำลึก ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายในการลงทุน 50,000 – 100,000 บาทจำนวนสัตว์น้ำลดลงเนื่องจากถูกแย่งชิงทรัพยากร
ศรชล.ภาค 3 มุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงใจ สติปัญญา เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตและผล
ประโยชน์ของชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน ให้พี่น้องประชาชนชาวอันดามัน สามารถดำรงชีวิตได้อย่าง
ปลอดภัย ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สืบไป





