หน้าแรก ในประเทศ สปสช.ดันใช้นว...

สปสช.ดันใช้นวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย ในระบบหลักประกันสุขภาพ

12.03.26 | 15:23 น.

สปสช.ดัน ‘นวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย’ เข้าบัตรทอง ทุ่มงบ 7 พันล้าน ซื้อสินค้าผลิตในปท. หนุนระบบหมุนเวียนศก.-ปั้นจีดีพีเพิ่ม

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่อาคารข่าวสด ในงานเสวนา “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยได้ประโยชน์ นวัตกรรมการแพทย์ในระบบหลักประกันสุขภาพ” จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับหน่วยงานด้านวิจัยและนโยบายสุขภาพ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

โดยมี ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช., ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการ สทนว., ภก.ปิยะ ฉิ่นมณีวงศ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมเครื่องมือแพทย์, ทพ.ปรีดา ประทุมมา ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ และ นพ.สมสิทธิ์ นิธิธนนนต์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลอุดรธานี เข้าร่วมในการเสวนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ใช้งานนวัตกรรมไทยตัวจริง จากนายประดิษฐ์ เบื้องกลาง ผู้รับบริการ “รากฟันเทียมฝีมือคนไทย” และ นางมนิสา อุนานนท์ ผู้รับบริการ “แผ่นปิดกะโหลกศีรษะไทเทเนียมเฉพาะบุคคล”

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงทิศทางนโยบายการสนับสนุนนวัตกรรมการแพทย์ไทยในระบบหลักประกันสุขภาพ ว่า แนวคิดดังกล่าวมีที่มาจากการบริหารกองทุนสุขภาพขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีงบประมาณปีละเกือบ 200,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ในระดับนโยบายมักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่าทำไมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากพิจารณาอีกมุมหนึ่ง งบประมาณด้านสุขภาพไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วหมดไป หากสามารถปรับแนวทางการใช้จ่ายให้สนับสนุนสินค้าและนวัตกรรมที่ผลิตในประเทศไทย เงินจำนวนดังกล่าวจะสามารถหมุนเวียนกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้

Advertisement

“ทุกปีผู้บริหารมักถามว่าเหตุใดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง เงินจำนวนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วหมดไป เพราะถ้าเราสามารถนำงบประมาณไปใช้กับสินค้าและนวัตกรรมที่ผลิตในประเทศไทย เงินเหล่านี้จะกลับมาช่วยประเทศ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย” นพ.จเด็จ กล่าว

เลขาธิการ สปสช.กล่าวต่อว่า บทเรียนจากวิกฤตในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศ ทำให้เห็นชัดว่าการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทางการแพทย์มากเกินไปอาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และนวัตกรรมสุขภาพภายในประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานต้องปรับตัวจากการพึ่งพาภาคเกษตรไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กำหนดเป้าหมายในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ให้ประเทศไทยเพิ่มการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพให้มีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 1.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พร้อมทั้งตั้งเป้าลดการนำเข้าสินค้าทางการแพทย์ลงประมาณ 20,000 ล้านบาท

นพ.จเด็จ กล่าวว่า หากเงินจำนวนดังกล่าวสามารถหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงิน 300,000 ล้านบาท หากหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพียงไม่กี่รอบ ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล ทั้งนี้ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีงบประมาณเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี หากเราสามารถใช้เงินส่วนหนึ่งสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศได้ ก็จะทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย เกิดการพัฒนานวัตกรรม เกิดการจ้างงาน และทำให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

จากแนวคิดดังกล่าว สปสช.จึงเริ่มพัฒนากลไกเพื่อเปิดโอกาสให้นวัตกรรมการแพทย์ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยหรือผลิตในประเทศไทย สามารถเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางพิเศษที่เรียกว่า “Green Channel” ซึ่งช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับสามารถเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้รวดเร็วกว่าเดิม นอกจากนี้ สปสช.ยังสามารถสนับสนุนการจัดซื้อในลักษณะล็อตใหญ่เป็นระยะเวลา 3–5 ปี หรือมากกว่านั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ผลิตและนักวิจัยว่าสินค้าจะมีตลาดรองรับ และสามารถนำรายได้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องหลังจากออกสู่ตลาด

“ที่ผ่านมา นโยบายดังกล่าวเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยในปีที่ผ่านมา สปสช.ได้จัดซื้อสินค้าและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศไทยเป็นมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการหมุนเวียนเงินในประเทศผ่านระบบสุขภาพ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังต่ำมากเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมดของกองทุน จึงตั้งเป้าว่าควรเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าไทยให้สูงขึ้นในอนาคต สิ่งที่เราต้องการในอนาคตคือการเห็นนวัตกรรมไทยเข้าสู่ระบบสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ หากนักวิจัยไทยสามารถพัฒนาได้ เราก็พร้อมสนับสนุนทันที เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศเติบโตไปพร้อมกัน” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวว่า สำหรับตัวอย่างนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยที่เริ่มเข้าสู่ระบบแล้ว ได้แก่ เครื่องถ่ายภาพรังสีที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), กะโหลกศีรษะเทียม, เท้าเทียมแบบไดนามิกที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงธรรมชาติ รวมถึงชุดตรวจโรคต่างๆ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น ถุงทวารเทียมที่ผลิตจากยางพารา และรากฟันเทียมที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการรักษาและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการผลิตยาสำคัญหลายชนิด เช่น ยาต้านไวรัสที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการรักษาในประเทศ แต่ยังสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย

นพ.จเด็จกล่าวว่า ในอนาคต สปสช.ยังติดตามความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านการแพทย์ขั้นสูง เช่น การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าและการแพทย์เฉพาะบุคคล ซึ่งนักวิจัยไทยกำลังพัฒนาอยู่ หากสามารถผลิตได้ในประเทศ ก็มีโอกาสนำเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้ นโยบายสนับสนุนนวัตกรรมการแพทย์ไทยไม่เพียงมุ่งยกระดับคุณภาพระบบสุขภาพของประเทศ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว