สบส.ประสานข้อมูลตำรวจหนองคาย  เดินหน้าเอาผิดหากทำอุ้มบุญ

22.05.17 | 16:53 น.
นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)  กล่าวถึงกรณี เจ้าหน้าที่ศุลกากรหนองคาย  ได้จับกุมชายคนหนึ่งขับรถยนต์พาหญิงสาว 6 คน กลับจากประเทศลาว พร้อมถังไนโตรเจนเปล่า  ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องทางการแพทย์กับการทำอุ้มบุญ และเบื้องต้นสารภาพว่าได้รับจ้าง  ให้มาทำการอุ้มบุญที่คลินิกในลาว ว่า ขณะนี้ สบส.ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ส่วนหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ อย่างไรก็ตาม ต้องขอตรวจสอบถังไนโตรเจนดังกล่าวว่ามีข้อมูลอะไร และจะเชื่อมโยงไปถึงจุดไหนได้บ้าง ซึ่ง สบส.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งนี้ คงต้องตรวจสอบก่อนว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นการอุ้มบุญหรือไม่ หากเป็นการอุ้มบุญจริงๆ ก็จะผิดกฎหมายทันที

“นอกจากนี้ ต้องพิสูจน์อีกว่า หญิงสาวทั้ง 6 คน ก่อนหน้าจะเดินทางไปลาว ได้มีการผ่านกระบวนการทำอุ้มบุญบางส่วนที่ไทยด้วยหรือไม่ ซึ่งหากมี แม้จะไปทำที่ลาว ก็ถือว่าผิดอยู่ดี ส่วนกรณีนี้จะเชื่อมโยงกับก่อนหน้านี้ที่มีการจับกุมผู้หิ้วถังไนโตรเจนบรรจุอสุจิหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบก่อน” อธิบดีสบส.กล่าว

นพ.ธงชัย  กีรติหัตถยากร รองอธิบดี สบส.  ว่า  ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หรือกฎหมายอุ้มบุญนั้น มีความต้องการที่จะคุ้มครองเด็ก ทั้งนี้ จึงไม่อยากให้คนไทยไปรับจ้างอุ้มบุญ เนื่องจากหากเด็กเกิดมาแล้วพิการจะเกิดปัญหาตามมา และอาจเสี่ยงได้รับอันตรายจากการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น และไม่ได้รับการดูแลจากผู้ที่จ้างอุ้มบุญเลยก็เป็นได้  สิ่งสำคัญคือต้องทำการประสานงานกับทางตำรวจเพื่อหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป รวมทั้งทำการขยายผลเพื่อดำเนินการกับคนกลาง นายหน้า ซึ่งหากพบการกระทำผิดจะต้องได้รับโทษ โดยในส่วนของคนกลางหากกระทำผิดจะมีโทษจะคุก 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ดำเนินการมีผลประโยชน์ทางการค้าจะมีโทษจำคุกไม่เกิน10ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท