หน้าแรก ในประเทศ ศาลอาญาคดีทุจ...

ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 4 ชี้ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยกกต.ปมบาร์โค้ด สั่งจำหน่ายคดี ส่งปธ.ศาลอุทธรณ์ตัดสิน

24.03.26 | 13:10 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 4 ชี้ ไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดี กกต.ปม QR Code ระบุเป็นอำนาจศาลฎีกาฯ นักการเมือง ให้ส่ง ปธ.ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาด ให้รอการพิจารณานัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 7 กรกฎาคม

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริต เเละประพฤติมิชอบภาค 4 ศาลนัดฟังคำสั่งในคดีที่ นายวิระศักดิ์ สายทอง ผู้สมัคร ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 10 ขอนแก่น พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอนแก่นใสสะอาด ได้ยื่นฟ้องนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และพวก รวม 8 คน ในข้อหาหรือฐานความผิดต่อหน้าที่ราชการ กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. และ กกต.

จากกรณีการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บัตรเลือกตั้งมีการติด QR Code ทำให้เกิดความสงสัยกับประชาชนทั่วประเทศ เพราะบัตรเลือกตั้งจะต้องเป็นความลับ แต่กลับมี QR Code ซึ่งขัดกับกฎหมายเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งต้องเป็นความลับเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการนำ QR Code มาใช้ติดบัตรเลือกตั้งมาก่อน เเละจะทำให้รู้ข้อมูลของผู้ใช้สิทธิลงคะแนนว่าได้ให้คะแนนกับผู้สมัคร ส.ส.ชื่ออะไร พรรคไหน และอาจจะเป็นอันตรายกับคนที่รับเงินมาแล้วไม่ได้เลือกให้กับเบอร์ที่รับเงิน เเละในประเด็นที่ กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ที่มีการใช้ QR Code ในบัตรลงคะแนน ในฐานะที่เป็นผู้ได้เสียกับการเลือกตั้งโดยเป็นผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เขตเลือกตั้งที่ 10 ขอนแก่น

นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันนี้ทนายโจทก์ทั้งสอง มาศาล ตรวจฟ้องแล้ว โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้อง ข้อ 1.ว่า “จำเลยที่ 1-7 เป็น กกต.จำเลยที่ 3 เป็นประธาน กกต” ขัดกับเอกสารท้ายฟ้องทั้งชื่อจำเลยที่ 3 และตำแหน่ง

นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องในหน้า 7 บรรทัดสุดท้ายว่าจำเลยทั้ง 8 กระทำการโดยทุจริต แต่ไม่บรรยายพฤติการณ์ให้เห็นว่าจำเลยทั้ง 8 กระทำการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้ใด ไม่เป็นไปตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 วรรคสาม จึงให้โจทก์ทั้งสองแถลง หรือแก้ไขฟ้องภายในวันที่ 27 มีนาคม มิฉะนั้นจะถือตามฟ้องเดิม

สำหรับคดีในส่วนจำเลยที่ 1-7 เห็นว่า พรบ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯมาตรา 3 บัญญัติว่า “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” หมายความว่า คดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

Advertisement

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

พรบ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 3 บัญญัติว่า “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” หมายความว่า คดีดังต่อไปนี้ไม่ว่าจะมีข้อหาหรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกันรวมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม
(1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น หรือความผิดอื่นอันเนื่องมาจากการประพฤติมิชอบ มิให้รวมถึง (1) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติยกเว้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และให้หมายความรวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินด้วย ยกเว้นกรณีตามมาตรา 11(1)

พรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560มาตรา 5 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ศาลอื่นนอกจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา”

“มาตรา 10 ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ดังต่อไปนี้ (1) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจ ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และมาตรา 23 บัญญัติว่า ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาตาม พรป.นี้ อาทิ
(1) อัยการสูงสุด
(2) คณะกรรมการ  ป.ป.ช. ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตกำหนด”

ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยที่ 1-7 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่ปรากฏตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1-7 เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หมวดองค์กรอิสระ

ส่วนที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา3 “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ประกอบ พรบ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ มาตรา 3 แต่เป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” ไม่ถือเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พรบ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ประกอบ พรบ. จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 “คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” อันจะอยู่ในอำนาจของศาลนี้ที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 7 แต่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม พรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 10 ศาลนี้จึงไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1-7 ไว้พิจารณาพิพากษาตาม พรบ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559

มาตรา 3 วรรคสอง (1) และ พรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 5 และเมื่อศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1-7 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 ร่วมกับจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิด จึงเป็นกรณีตาม พรป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 10(3) ที่ทำให้ศาลนี้ไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 8 ไว้พิจารณาพิพากษาเช่นกัน

แม้มาตรา 23 จะบัญญัติโดยไม่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎร มีอำนาจยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม แต่การที่จะตีความว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ จะทำให้เกิดความแตกต่างของเขตอำนาจศาลโดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใด ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการแยกเขตอำนาจศาลที่พิจารณาคดีอาญาทั่วไป ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกจากกันโดยให้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความผิดประเภทใดและจำเลยอยู่ในสถานะใด

นอกจากนี้ หากอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดี ก็จะถือว่ากรรมการการเลือกตั้งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด สามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาและ พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ แต่หากผู้เสียหายฟ้องคดี กรรมการการเลือกตั้งจะอยู่ในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น เนื่องจากไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติข้างต้น (เปรียบเทียบกับกรณีจำเลยเป็นเจ้าอาวาสซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแต่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ)

เมื่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด ย่อมสามารถลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น ไม่อาจลงโทษตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ได้  ทั้งที่เป็นการกระทำอย่างเดียวกันและโดยบุคคลที่มีสถานะ และใช้อำนาจเดียวกัน อีกทั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมักต้องใช้อำนาจที่มีผลกระทบทั่วราชอาณาจักร อาจทำให้ถูกฟ้องต่อศาลใดก็ได้ในราชอาณาจักร และอาจเกิดปัญหาเรื่องการฟ้องซ้ำระหว่างราษฎรด้วยกันในศาลชั้นต้น และระหว่างศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เสนอปัญหาต่อประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตาม พรบ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ มาตรา 11 และรอการพิจารณาไว้ก่อน

กรณีไม่แน่ว่าประธานศาลอุทธรณ์จะมีคำวินิจฉัยเมื่อใด จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราว และให้ยกคดีขึ้นพิจารณาเมื่อประธานศาลอุทธรณ์ส่งคำวินิจฉัยกลับมา โดยในชั้นนี้เห็นควรนัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ และคำสั่งชั้นตรวจฟ้องของศาลนี้ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.