เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 2 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสมศักดิ์ โตรักษา หัวหน้าทีมทนายความวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พร้อมนายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความส่วนตัว พระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เข้าพบ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมในฐานะที่มารับหน้าที่ทนายความชุดใหม่ โดยนำเอกสารหลักฐานในคดีมาชี้แจงเพิ่มเติม มี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือ
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เข้าพบ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อหารือและสอบถามทางคดี เนื่องจากมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับคดี หากผิดก็ว่าผิดถูกก็ว่าถูก เพราะทางวัดไม่ทราบข้อกล่าวหาว่ามีอะไรบ้าง จะมีการสอบถามทางดีเอสไอในบางประเด็น และยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ รวมถึงสอบถามขั้นตอนว่าผิดอย่างไร ในวันนี้ต้องการทราบว่ารถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ผิดอย่างไร เรื่องนี้จะไม่ประวิงคดีอย่างแน่นอน
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน ยืนยันว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอนและไม่มีความผิดเกี่ยวกับเรื่องรถแต่อย่างใด ทั้งนี้สมเด็จช่วงได้รับการบริจาครถคันดังกล่าวเมื่อปี 2554 ต่อมาหลังจากที่สมเด็จช่วง ได้รับบริจาครถคันดังกล่าวมาแล้ว มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนรถจาก ขม 99 เป็น งค 1560 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 และในวันเดียวกันสมเด็จช่วง ได้แจ้งต่อนายทะเบียนกรมการขนส่งว่าขอยกเลิกการใช้รถยนต์คันดังกล่าวตลอดไป ต่อมาเมื่อปรากฏมีข่าวคึกโครมประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีที่มาไม่ถูกต้อง สมเด็จช่วงจึงดำเนินการนำรถยนต์คันดังกล่าวมอบคืนให้กับผู้บริจาค โดยไม่ประสงค์ให้รถยนต์ดันดังกล่าวอยู่ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านชั้น 1 พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ อีกต่อไป ขณะนี้รถยนต์คันดังกล่าวฝากไว้ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านฯวัดปากน้ำ เพื่อที่ผู้ซื้อจะมอบคืนแก่ผู้ขายต่อไป
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ยืนยันว่าการซื้อขายรถยนต์และการดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวนั้น สมเด็จช่วงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการ เพียงแต่มีเอกสารจากผู้บริจาคมาถวายให้สมเด็จช่วง ลงนาม โดยให้สมเด็จช่วงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
ขณะที่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก พระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ สำหรับที่มารถคันนี้มาจากผู้มีจิตศรัทธาตั้งใจถวายรถโดยรวมกันหลายคนจัดซื้อรถคันนี้และไม่เคยนำออกมาใช้ การซื้อขายรถคันดังกล่าวนั้น ซื้อจากนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถวิชาญ สาเหตุที่ซื้อกับนายวิชาญนั้น ซื้อในลักษณะทั่วไป ซื้อจากอู่จากเต๊นท์ สาเหตุที่เราไปซื้อ เนื่องจากรถคันนี้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคตั้งใจจะบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ที่เป็นรถโบราณ เลยซื้อจากคนที่มีความรู้เรื่องรถโบราณ จึงตัดสินใจซื้อจากนายวิชาญ เป็นกรรมการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย และให้ย้อนไปดูว่าใครเป็นนายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย และใครเป็นอุปนายก สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ที่มีความรู้ความชำนาญในการขายรถมา ไม่ใช่การขายรถให้เราเจ้าเดียว แต่ยังขายให้กับคนอื่นอีกหลายราย

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้สังคมมองว่าหลวงพี่แป๊ะ เป็นผู้จดประกอบรถคันดังกล่าว พระไม่ได้มีความรู้ใดๆในการจดประกอบรถทั้งสิ้น เราเป็นเหยื่อของการขายรถ ที่ไม่รู้ว่ารถดังกล่าวมาอย่างไร รถจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขายมาให้ เพราะในสัญญาซื้อขายระบุชัดเจนว่า การซื้อขายจะต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้อง ทั้งนี้รถที่เราซื้อมาไม่ได้ซื้อมาต่ำกว่าตลาด ซื้อมาราคา 4 ล้านบาท เป็นราคาตลาด ก่อนจะนำมาส่งมอบให้ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ เราจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชม
“รถนี่เราเป็นผู้ซื้อ ดังนั้นเราเป็นผู้บริโภค การที่เราซื้อรถแล้วมีหน่วยงานราชการคือกรมการขนส่งทางบกจดทะเบียนโอนให้เรา ทำให้เราเชื่ออย่างสุจริตว่ารถคันดังกล่าวน่าจะชอบด้วยกฎหมาย การที่ดีเอสไอมาสอบถามผู้ซื้อและเอาผิดกับผู้ซื้อ ผมอยากให้สังคมกลับไปถามดีเอสไอว่า ทำไมไม่ไปดำเนินการกับผู้ขาย ถ้ามันผิดกฎหมาย ไม่นำเข้าจดทะเบียนเสียภาษีโดยถูกต้อง หรือจดประกอบไม่ถูกต้อง หรือกระบวนการใดไม่ถูกต้อง ควรกลับไปไล่เบี้ยเอาจากคนขาย มิฉะนั้นประชาชน นักข่าว หรือใครก็ตาม ที่ไปซื้อรถมาคันหนึ่งโดยชอบและราคาไม่ต่ำกว่าตลาด รวมถึงมีราคาตามปกติ กลับต้องเจอปัญหาในสภาพแบบนี้ ขอให้สื่อมวลชนช่วยกลับไปดูในส่วนนี้นิดนึง และช่วยให้ความเป็นธรรมกับหลวงพี่แป๊ะ ซึ่งหลวงพี่แป๊ะเป็นพระนะครับ ไม่ใช่อู่ประกอบรถยนต์ คุณวิชาญต่างหากละครับ” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า ดำเนินการฟ้องร้องอู่วิชาญกับศาลจังหวัดตลิ่งชันแล้ว เป็นเลขคดีดำที่ ส 359/2559 หลังขายรถคันดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและได้คืนรถคันนั้นกลับไปยังผู้บริจาคแล้ว
“ท่านจะเอาหน้าสื่อ โดยจะสร้างกระแสว่าจำเลยในคดีนี้หรือคนร้ายที่ขายรถให้เรามาโยนความผิดว่าให้ผู้ซื้อเป็นคนจดประกอบ ผมถามกลับไปว่าพระองค์ไหนมีความรู้เรื่องรถจดประกอบ นอกจากอู่รถคุณเชื่อได้ว่าอู่รถยนต์และเป็นกรรมการของสมาคมรถโบราณขายมาให้เราว่าเขาจะโยนมาว่าเราเป็นผู้จดประกอบ ผมว่ามันจะไม่เป็นธรรมกับหลวงพี่แป๊ะ ผมมีใบเสร็จการซื้อขายครบหมด และได้ส่งให้ศาลไปหมดแล้ว ขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดในคดีนี้” ทนายความหลวงพี่แป๊ะกล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านนั้น ต้องไปถามกับเขตภาษีเจริญ เนื่องจากทางเขตขออนุญาตวัดใช้สถานที่และวัดปากน้ำ เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน โดยเราร่วมมือกับหลายฝ่ายหลายองค์กรในการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมทนายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นำเอกสารรายการจัดซื้อรถเบนซ์ 300 เปิดประทุน ปีค.ศ.1953 มีพระครูพิทักษ์วรานุรักษ์ หรือพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ เป็นลูกค้า จากอู่วิชาญ วินเทจ การาจ มาชี้แจงระบุว่า จ่ายค่ามัดจำซื้อรถงวดแรก เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงซื้อในนาม นางจริยา รัษฐปานะ งวดที่ 2 จำนวน 1,500,000 บาท โดยจ่ายเมื่อได้รับเอกสารทะเบียนพร้อมโอน และงวดที่ 3 จ่ายค่าซ่อม 1,500,000 บาท เริ่มจ่ายตั้งแต่ทำการซ่อม ซื้ออะไหล่ เป็นงวดๆจนซ่อมแล้วเสร็จ

