หน้าแรก ในประเทศ กลุ่มผู้ชุมนุ...

กลุ่มผู้ชุมนุม พรึบหน้า ก.พลังงาน เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง โวยไอ้โม่งกักตุน

2.04.26 | 11:37 น.

กลุ่มผู้ชุมนุม พรึบหน้า ก.พลังงาน เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง โวยไอ้โม่งกักตุน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) พร้อม ประชาชนจำนวนหนึ่งร่วมตัวกันที่หน้ากระทรวงพลังงานถนนวิภาวดีรังสิต เกี่ยวกับเรื่องราคาน้ำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้อ่านแถลงแถลงการณ์ ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาแพง และค่าไฟฟ้า สินค้า ราคาแพง

นายสาวิทย์ แก้วหวาน หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ประเทศไทยก็ปรับตัวสูงขึ้น และขาดแคลน จนกลายเป็นวิกฤต ทั้งที่ในช่วงปกติราคาน้ำมันของประเทศไทยก็มีราคาที่สูงอยู่แล้ว ภาวะของการไม่มีน้ำมันให้ประชาชนเติมตามปั๊มต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล คนจำนวนมากต้องมารอคิวหลายชั่วโมง เพื่อเติมน้ำมันในปริมาณที่จำกัด

จนมีเสียงสะท้อนว่า การทำหน้าที่ของรัฐอาจทำให้โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการประกาศปรับราคาน้ำมันล่วงหน้า รวมถึงไม่สามารถกำกับโรงกลั่นและผู้ให้บริการน้ำมันได้ ด้วยที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่เป็นกลไกของรัฐเอง ล่าสุดได้มีการปรับราคาน้ำมันจากเดิมทุกชนิดไปแล้วกว่า 10.80 บาท

ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงต่อสาธารณะว่ามีน้ำมัน สำรองสามารถใช้งานได้ถึง 106 วัน แต่ไม่ถึงหนึ่งเดือนปรากฏว่าน้ำมันขาดแคลนทั่วประเทศ ประชาชนทั่วไป เกษตรกร ต้องเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส แต่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกลับเพิกเฉย และกล่าวหาประชาชนว่า กักตุนน้ำมันทำให้น้ำมันขาดแคลน และต่อมารัฐบาลก็ประกาศขึ้นราคาน้ำมันครั้งเดียว 6 บาท ถือเป็นการขึ้นราคาน้ำมันที่สูงรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ จากนั้นสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันจึงคลี่คลายลง มีให้เติมทุกปั๊ม

Advertisement

จึงก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน มีการสร้างคลิปล้อเลียน ก่นด่ารัฐบาลแบบสาดเสียเทเสีย แม้แต่สื่อมวลชนทุกสำนัก ก็ยังวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในลักษณะกล่าวหาว่า “เอื่อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนพลังงาน คนในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนมีการกักตุนน้ำมันจากไอ้โม่ง พอปรับขึ้นราคา ก็นำเอาน้ำมันในสต๊อกเก่ามาขาย ทำกำไรหลายหมื่นล้านบาท”

ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน ปี 2568 ประเทศไทยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 15,398 ล้านลิตรต่อวัน ในจำนวนนี้มีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน มีการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง .01 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือประมาณ 60 ล้านลิตร และประเทศไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันสูง โดยมีโรงกลั่นน้ำมันเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นของเอกชนทั้งหมด 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1.23-1.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 175 -197 ล้านลิตรต่อวัน

รวมถึงรัฐบาลได้แถลงเกี่ยวกับน้ำมันสำรองล่าสุดว่า สามารถใช้งานได้ถึง 106 วัน ซึ่งจากข้อมูลก็เพียงพอสำหรับการให้บริการแก่ประชาชน แต่ปรากฏว่า ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะตลอดมา คำนวณจากตัวเลขที่โรงกลั่นสามารถกลั่นน้ำมันได้ประมาณวันละประมาณ 180 ล้านลิตร จำนวน 106 วัน จะมีน้ำมันสำรองประมาณ 28,800 ล้านลิตร หากขายในราคา 40บาทต่อลิตร(สต๊อกเก่า) จะได้เงินประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท และเมื่อปรับราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณลิตรละ 10.80 บาท จะทำให้กลุ่มทุนพลังงานมีกำไรประมาณ 311,040 ล้านบาท

ในขณะที่ประชาชน ต้องแบกรับต้นทุนที่แพงมหาโหด และขณะนี้ราคาสินค้าทุกรายการปรับราคาขึ้นเกือบทุกรายการ ค่าจ้างของผู้ใช้แรงงานที่น้อยนิด การประกอบอาชีพที่ประชาชนขาดกำลังซื้อ รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น คือ หุบเหวแห่งความเหลื่อมล้ำ ความยากจนที่ดักดานถาวร คือ หายนะของประเทศ ขณะที่นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ยังเล่นเกมอำนาจ โดยไม่ทำหน้าที่เพื่อประชาชนที่เลือกเข้าไป

สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) จึงขอให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังจากมีการถวายสัตย์ปฏิญาณและเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้วตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ตระหนักและคำนึงถึงการบริหารประเทศเพื่อความผาสุกของประชาชนทุกคน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคมอย่างแท้จริง โดยมีข้อเสนอ ดังนี้

1.ขอให้รัฐบาลควบคุมราคาพลังงาน ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ยกเลิกการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน ในสถานการณ์เฉพาะหน้าต้องกำหนดราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ต้องบริหารจัดการไม่ให้น้ำมันขาดแคลน ต้องหยุดการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ เพื่อให้น้ำมันเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ และต้องเรียกเงินชดเชยจากกลุ่มทุนที่กักตุนน้ำมันที่ประชาชนเรียกกันว่า ลาภกักตุน-ลาภลอย คืนแก่ประชาชน

2.หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการเพื่อนำ ปตท. และกิจการโรงกลั่นน้ำมันกลับคืนมาเป็นของรัฐ เพื่อการบริหารจัดการน้ำมันและก๊าซอย่างเป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

3.รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตและการกลั่นน้ำมันในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศให้แก่ประชาชนได้รับทราบว่ามีจำนวนและสัดส่วนเท่าใด

4.รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคล ที่มีการกักตุนน้ำมัน รวมทั้งการปรับขึ้นราคาทั้ง ๆ ที่เป็นน้ำมันสต้อกเก่าอย่างเร่งด่วน

5.ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษในการบริหารกิจการพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้มีการควบคุมราคาน้ำมันอย่างจริงจังและการบริหารจัดการกิจการสาธารณะด้านพลังงาน (น้ำมัน) ของประเทศให้ประชาชนได้เข้าถึง อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

6.รัฐต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและป้องกันการซ้ำเติมประชาชนในช่วงวิกฤต

7.ในกิจการไฟฟ้ารัฐต้องยกเลิกสัญญาทาสการซื้อไฟฟ้าที่แพงจากกลุ่มทุนเอกชน เพราะเป็นภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่แพง และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกลับมาเป็นองค์กรหลักในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประเทศชาติและประชาชน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนในทุกสาขาอาชีพที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสในเวลานี้ ทั้งจากท้องไร่ท้องนา ท้องที่ห่างไกล จนถึงเมืองเล็กเมืองใหญ่ จะได้รับการตอบสนองและแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจจากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี และขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรมจงร่วมกันแสดงพลัง จุดยืนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ อย่าปล่อยให้นายทุนชั่ว นักการเมืองเลว กดขี่ขูดรีดประชาชนอีกต่อไป

โดยทางกลุ่มใช้เวลาการชุมนุมและอ่านแถลงการณ์เป็นเวลา 1 ชม. และมอบหนังสือให้ตัวแทนจากกระทรวงพลังงานรับเรื่องร้องเรียน จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำข้อเรียกร้องส่งต่อยังนายกรัฐมนตรี