หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.เนอส ทิ้ง...

ส.ก.เนอส ทิ้งทวนก่อนหมดวาระ จี้ปม ‘โรงขยะอ่อนนุช’ 4 ปียังเหม็นเปรี้ยว รองผู้ว่าฯ แอ่นอกรับ ‘แก้100%ไม่ได้’

8.04.26 | 17:03 น.

ส.ก.เนอส ทิ้งทวน ครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ จี้ถาม ปัญหากลิ่นศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ‘เหม็นเปรี้ยว จนเวียนหัว’ ชาวบ้านทนดมเช้า-เย็น คาใจปล่อยเป็นปัญหา 4 ปี รองผู้ว่าฯ จักกพันธุ์  รับ ‘แก้ได้ไม่เต็มร้อย’ เผย แนะบริษัท 5 ข้อ แต่ไม่มีในสัญญา TOR ก็ไม่ได้ระบุ-ประตูอัตโนมัติ บริษัทไม่ได้ทำ ระบบปิด ‘ปิดไม่100%’ บังคับไม่ได้ ได้แต่ ‘ขอความร่วมมือ’ 

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 2) พ.ศ.2569

ในตอนหนึ่ง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางซื่อ ได้ตั้งกระทู้ถามสด เรื่อง ความคืบการแก้ไขปัญหากลิ่นของศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช

น.ส.ภัทราภรณ์ แสดงภาพศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช โดยกล่าวว่า ตนได้ตั้งกระทู้ในสภาแห่งนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 วันนี้จึงมาสอบถามความคืบหน้าอีกครั้ง ในสมัยการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนที่ตนและเพื่อนสมาชิก ฝ่ายบริหารและท่านผู้ว่าจะหมดวาระในเดือนหน้า ว่าการทำงานของฝ่ายบริหารชุดนี้เลือกที่จะปล่อยให้กลิ่นเหม็นรบกวนชีวิตสุขภาพของประชาชนกว่า 6 เขต และชาวสมุทรปราการบางส่วนต่อไปหรือไม่

“สภาพการทำงานปัจจุบัน ของโรงกำจัดมูลฝอยขนาด 1,000 ตัน และขนาดไม่น้อยกว่า 600 ตัน ต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็นหนึ่งในตัวการหลัก เรื่องกลิ่น ถ้าดูในรูปจะเห็นว่าโรงงานเปิดโล่ง ให้กลิ่นออกไปได้ ยังไม่นับว่าหากเป็นหน้าฝน ขยะจะถูกแช่อยู่บน พื้นเปียก และจะส่งกลิ่นเหม็นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว หากเคยไปก็คงจะทราบว่ามันเหม็นเปรี้ยวมากๆ จนเวียนหัว

Advertisement

ดิฉันอยากให้เพื่อนสมาชิกคิดภาพตาม ว่ากลิ่นเหล่านี้เป็นกลิ่นที่พี่น้องประชาชน ต้องดมทั้งเช้า และเย็น ในบ้านของตนเอง ดิฉันเข้าใจดีว่าทั้งสองโรงนี้มีสัญญาต่อเนื่องมาจากสมัยผู้ว่าฯ กทม. คนก่อน แต่การเลือกที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้มาตลอดเวลา 4 ปี เป็นผลงานของผู้ว่าฯ ชุดนี้แน่นอน” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อไปว่า ตนชื่นชมในโครงการกำจัดมูลฝอยผลิตพลังงานไฟฟ้า 1,000ตัน ต่อวัน ในศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช ที่เพิ่งเปิดทดลองระบบไป ว่ามีการปรับปรุงและมีการจัดการปัญหาหลายๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครได้อย่างดี และมีแนวโน้มว่าจะไม่สร้างปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนเพิ่ม และอาจจะเป็นมาตรฐานใหม่ให้โรงกำจัดขยะให้กับกรุงเทพมหานครในอนาคต แต่การมีโรงงานใหม่ที่ดี ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาเรื่องกลิ่นเดิมจะหมดไป หากตนจะชื่นชมส่วนหนึ่ง แต่ปล่อยผ่านส่วนอื่น ก็คงจะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน

ต่อมา น.ส.ภัทราภรณ์ ได้เผยภาพการลงพื้นที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ช่วงเข้ารับตำแหน่งแรกๆในปี พ.ศ.2565 และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงไปดูในพื้นที่ด้วยตนเองแต่ยังคงเป็นการเน้นย้ำให้แก้ไข จัดการกลิ่น วนไปวนมาเหมือนเดิม คำตอบหลักที่ได้รับก็จะเป็นการให้ ยอมทนทุกข์ รอโรงขยะทั้งสองโรงนี้หมดสัญญาไปในเดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2569 และเดือนมิถุนายน ปีพ.ศ. 2570

“ในกระทู้เดิมของดิฉันท่านรองผู้ว่าฯจักกพันธุ์ (นายจักกพันธุ์ ผิวงาม) ได้แจ้งว่าทั้งโรงกำจัดมูลฝอย ขนาด 1,000 ตัน และ 600 ตัน มีการติดตั้งเครื่องวัดกลิ่นแล้วรวม 3 จุดมีการปรับให้เป็นระบบปิดไปได้เพียงบางส่วน และรวมถึงบริษัทผู้รับจ้างบริการ ยังไม่มี และไม่มีแผนการปรับปรุงระบบปิดที่ชัดเจนให้กรุงเทพมหานคร” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ตนขอทราบความคืบหน้าการจัดการเรื่องกลิ่นขยะของทั้งสองโรงนี้ต่อ จากที่เคยแจ้งในครั้งก่อนว่าถึงไหนแล้ว และจะปรับปรุงเสร็จเมื่อไหร่ หรือว่านี่เป็นเพียงความพยายามดึงเรื่องไปเรื่อยจนหมดสัญญา เพื่อเลี่ยงการลงทุนเพิ่มเติม

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เรื่องปัญหาโรงขยะอ่อนนุชเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ และมีปัจจัยหลายสาเหตุ

“ที่ผ่านมาผมเชื่อว่า เราพยายามลงพื้นที่ดำเนินการตามกรอบและใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้ามากำกับ ดูแล มีการติดเซ็นเซอร์วัดกลิ่น และบรรเทา การแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งรองฯ จักกพันธุ์จะมีรายละเอียดชี้แจงให้ทางสมาชิกและ พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ถึงสิ่งที่เราดำเนินการไป” นายชัชชาติ กล่าว

จากนั้น นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในศูนย์อ่อนนุชจะมีโรงขยะทั้งหมด 5 โรง ซึ่งความจริงแล้วที่ท่านสมาชิกได้นำขึ้นมาจะเป็น 3 โรงที่ไปดู ที่ติดตามอย่างต่อเนื่องก็คือ 1,000 ตัน 600ตัน และ 800 ตัน

“ในส่วนของ 1,000 ตัน ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ถามว่าตั้งแต่ผู้บริหารชุดนี้คือตัวผมเองเข้ามาทำงาน ถามว่าทำอะไรบ้าง เรื่องของการกำจัดขยะโดยใช้ระบบการคัดแยกและหมักปุ๋ย 1,000ตัน สัญญาก็เขียนไว้ ว่าบริษัทต้องทำอะไรบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าบางเรื่องบริษัทไม่ได้ดำเนินการตามสัญญา เพราะฉะนั้นในช่วง2-3ปี ที่ผ่านมา จะเป็นผมเองหรือสำนักสิ่งแวดล้อมก็พยายามเสนอแนะในสิ่งที่บริษัทควรจะทำ ก็ยอมรับว่าสิ่งที่เราเสนอแนะไป สัญญาไม่ได้เขียนไว้ TOR ก็ไม่ได้ระบุไว้  นายจักกพันธุ์ กล่าว

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราเสนอให้บริษัททำล่าสุด  5 ประการ ได้แก่
1.ติดตั้งระบบตรวจวัดกลิ่น E-Nose บริเวณภายในโรงงาน 2 จุด และชุมชน 1 จุด
2.ติดตั้งกล้อง CCTV จำนวน 10 ตัว
3.ปรับภูมิทัศน์ โดยการปลูกต้นไม้เป็นแนวป้องกันกลิ่นมูลฝอย จำนวน 100 ต้น
4.ปรับปรุงอาคารเป็นระบบปิด (อยู่ระหว่างผู้รับเหมาจ้างดำเนินการติดตั้งผนังและประตูอาคารโรงร่อนปุ๋ย)
5.ติดตั้งประตูเปิดปิดอัตโนมัติบริเวณประตูอาคาร จำนวน 3 ตัว (ปัจจุบันติดตั้งม่านพลาสติกไว้ชั่วคราว)

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า การติดม่านพลาสติกในข้อที่ 5 ไม่สามารถป้องกันอะไรได้มากมาย ซึ่งในกรณีโรงกำจัดขยะมูลฝอย 600 ตันเหมือนกัน แม้ว่าสัญญาจะไม่ได้เขียนไว้แต่ถ้าเกิดในกรณีบริษัทเองมีความจริงใจที่จะดำเนินการเราก็ขอให้ทำใน 5 ข้อนี้ 3 ข้อแรกเหมือนเดิม บริษัทพร้อมทำ และทำเสร็จแล้ว แต่ในกรณีที่ให้ทำเป็นระบบปิดกิจกรรมทุกอย่างทำในโรงงาน บริษัททำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และในขณะเดียวกันประตูที่อยากให้ทำเป็นอัตโนมัติ บริษัทก็ไม่ได้ทำ

“ในส่วนของ 600 ตันกับ 1,000 ตันที่ให้บริษัททำ บริษัททำบางส่วนแต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ อย่างไรก็ดีสัญญาขียนไว้ทั้ง 600 ตัน กับ 1,000 ตัน ว่าบริษัทต้องทำอะไรบ้างสิ่งที่กรุงเทพมหานครเสนอแนะให้บริษัททำแต่บริษัทไม่ทำ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราไม่สามารถจะไปบังคับอะไรได้ นอกจากเราจะขอความร่วมมือ” นายจักกพันธุ์ กล่าว

นายจักกพันธุ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตนกับสำนักสิ่งแวดล้อมได้มีการพูดคุยกัน ในขณะนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานครโดยตรงที่ต้องเข้าไปดำเนินการ ให้เป็นไปตามสัญญา ซึ่งสัญญาทั้งสองโครงการ เขียนไว้ว่ากรณีบริษัทที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามสัญญา ซึ่งสรุปแล้วมีอยู่ 12 ข้อหรือว่าทำแล้วแต่ปรากฎว่าปัญหาเรื่องกลิ่น ปัญหาเรื่องมลภาวะมีอยู่กรุงเทพมหานครในฐานะผู้รับจ้างสามารถปรับได้

“กรุงเทพมหานครในฐานะผู้รับจ้างสามารถปรับได้ตั้งแต่ 6,000 บาทถึง 12,000บาทต่อวัน และสิ่งที่สำคัญกรุงเทพมหานครจะต้องดำเนินการต่อไปถ้าบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้ เราก็สามารถที่จะบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งในขณะนี้สำนักสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถที่จะดำเนินการตามสัญญาได้” นายจักกพันธุ์ กล่าว

 

จากนั้น น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องความคืบหน้าที่ถามไปในคำถามแรกมันน้อยมากๆ ตัว E-Nose มี 3 ตัวเท่าเดิม ระบบปิดก็ยังไม่ปิดเหมือนเดิม ตนคิดว่ามันค่อนข้างน่าผิดหวัง และเรื่องที่ท่านรองจักกพันธุ์ ได้พูดเรื่องการปรับ ซึ่งท่านได้ยอมรับไปในคราวที่แล้วว่าทางบริษัทไม่ได้ปฎิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และคณะกรรมการตรวจรับงานภายใต้สำนักสิ่งแวดล้อมที่เป็นผู้กำกับดูแล ก็มีสิทธิที่จะปรับตามสัญญาแต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2562มา ก็ยังไม่มีการปรับแม้แต่คร้งเดียว ถึงแม้จะปรับได้นิดเดียวก็ตาม ทั้งที่สามารถปรับได้ ซึ่งตนว่ากรณีแบบนี้สามารถถูกมองได้ว่ามันมีการเอื้อประโยชน์ให้กันหรือไม่

“คำถามที่สอง คือกรุงเทพมหานครได้มีการปรับ หรือดำเนินทางกฎหมายกับผู้รับจ้างแล้วหรือไม่อย่างไร และตัวคณะกรรมการตรวจสอบตรวจรับงานที่ต้องบังคับใช้สัญญา ท่านได้มีการคาดโทษหรือพิจารณาลงโทษไหม” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

นายจักกพันธุ์ ตอบว่า ตามจริงแล้วที่ถามว่าในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมงาน คณะกรรมการตรวจการจ้าง ถ้าเจอสิ่งใดไม่ปฎิบัติก็ยอมรับว่าเป็นการละเว้นการปฎิบัติ ถามว่ามีความผิดไหม ก็มี

“เมื่อวานนี้ก่อนที่ผมจะชี้แจง กระทู้ในวันนี้ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าผมเข้ามาในสภาแล้วผมโยนไปว่าสำนักสิ่งแวดล้อม ผมสั่งไปแล้วเขาไม่ทำ ถ้าผมพูดในสภาเขายอมรับได้ไหม เขาบอกให้ผมพูดไปเลย แต่ผมยอมรับข้อหนึ่งว่าในกรณีผลงานที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ปฎิบัติ หรือปฎิบัติไม่ครบถ้วน ผมมีความคิดอย่างหนึ่ง

ผมทำงานนี้มา 4 ปีแล้ว ผมต้องรับผิดชอบด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเกิดในกรณีคำว่าคาดโทษสำนักสิ่งแวดล้อมเอง ผมยอมรับว่าผมพูด แต่ในขณะเดียวกันผมก็ตอบเขาว่าถ้าเกิดในกรณีที่คุณทำอะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามกฎระเบียบกติกา นั่นหมายความว่าผู้กำกับดูแลคือผมเอง ต้องรับผิดชอบด้วย” นายจักกพันธุ์ กล่าว

ในส่วนของการปรับและดำเนินการทางกฎหมายกับทางบริษัทผู้รับจ้าง นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า เคยมีการปรับแล้ว และการปรับตนมั่นใจว่าปรับก่อนที่คณะบริหารชุดนี้จะเข้ามาทำงาน

น.ส.ภัทราภรณ์ ได้กล่าวต่อว่า หากเป็นเช่นนั้นตนว่าตนเข้าใจถูกว่าทางผู้บริหารชุดนี้ ยังไม่เคยมีการปรับ และถามต่อในคำถามที่ 3 ว่าอย่างที่ท่านได้แจ้งไป ว่ามีการพิจารณาว่าจะมีการยกเลิกสัญญากับทั้งสองโรงงานนี้ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนพิจารณาอยู่ ซึ่งตนมีความเป็นห่วงเล็กน้อยเพราะใกล้จะหมดวาระแล้ว

“ดิฉันเป็นห่วงเล็กน้อยเพราะเราจะหมดวาระกันแล้ว ทีนี้ถ้าเกิดกรุงเทพมหานครจะยกเลิกสัญญากับทั้งสองโรง กรุงเทพมหานครจะต้องเสียค่าชดเชยเท่าไหร่ และท่านมองว่าจำนวนเงินดังกล่าวคุ้มค่าต่อการคืนอากาศสะอาดให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

นายจักกพันธุ์ ตอบว่า ในกรณีบริษัทปฎิบัติไม่ตรงตามสัญญา แล้วกรุงเทพมหาครต้องชดเชยอะไร ถ้าเกิดกรณีปล่อยให้บริษัททำทั้งที่ก่อให้เกิดปัญหากับประชาชน และกรุงเทพมหานคร เราก็ควรจะยกเลิกสัญญา

“สิ่งที่เรากำลังทำมา ผมยอมรับว่าอาจทำได้ไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่วัตถุประสงค์หลักที่ทำ คือเพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรืออยู่บริเวณศูนย์อ่อนนุชได้รับ อากาศบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เดียวกับที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมา” นายจักกพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย