หน้าแรก ในประเทศ วิกฤตกรมอุทยา...

วิกฤตกรมอุทยาน ผู้ชายเรียนน้อย ห่วงอนาคตงานป้องกันปราบปรามลาดตระเวนขาดคนทำงาน

9.04.26 | 14:51 น.

วิกฤตกรมอุทยาน ผู้ชายเรียนน้อย ห่วงอนาคตงานป้องกันปราบปรามลาดตระเวนขาดคนทำงาน อดีตหน.ทุ่งใหญ่เล่าโดนลูกน้องผู้ชายลองของบ่อยแต่เอาอยู่จนยอมรับหัวหน้าผู้หญิงได้

วันที่ 9 เมษายน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์กับ มติชนออนไลน์ ว่าน่าเป็นห่วงการทำงานของเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ ที่เวลานี้ มีปริมาณผู้ชาย โดยเฉพาะในส่วนของข้าราชการที่จะเข้าไปทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานฯมีจำนวนน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ตอนนี้ มีนักศึกษาที่เรียนคณะวนศาสตร์ ที่จะจบออกมาทำกับกับกรมอุทยานฯหรือกรมป่าไม้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่า โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70 ต่อ 30 อีกนัยหนึ่งคือ มีผู้หญิงสอบเข้ามาเรียนคณะวนศาสตร์ได้มากกว่าผู้ชาย

“อันนี้ขอเรียนว่า ไม่ได้กีดกันผู้หญิงไม่ให้เข้ามาทำงาน รู้สึกชื่นชมเสียด้วยว่า ผู้หญิงเก่งมากขึ้นที่สามารถสอบเข้ามาเรียนคณะวนศาสตร์ได้ ซึ่งต้องมีคะแนนสูงในระดับหนึ่ง แต่เมื่อมาทำงาน ต้องมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ การจะขึ้นเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติได้ ต้องมีความแข็งแกร่งระดับหนึ่ง ผ่านการลาดตระเวนป่าร่วมกับลูกน้อง ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย พื้นที่ป่าแต่ละแห่งมีความยากลำบากแตกต่างกัน มีความสามารถการต่อสู้มือเปล่า การใช้อาวุธได้ในระดับหนึ่งค่อนข้างดี การทำคดี งานปราบปรามที่ต้องเป็นผู้นำลูกน้อง ถามว่ากรมอุทยานมีผู้หญิงที่ทำงานแบบนี้ไหม ก็มีครับ แต่มีน้อยเท่าที่นับได้อยู่ไม่เกิน 10 คน แนวโน้มในอนาคต คนที่จะเข้ามาทำงานปราบปรามอาจจะมีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะมีผู้ชายเรียนน้อย ส่วนผู้หญิง ที่เข้ามาหลายคนไม่เลือกงานป้องกันและปรามปรามแต่จะอยู่ในงานประจำสำนักงาน หรืองานวิชาการมากกว่า”นายอรรถพล กล่าว

Advertisement

อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าวว่า เคยนำเรื่องนี้ปรึกษาไปทางคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว แต่ได้รับคำตอบมาว่า ติดระเบียบของกพ.เรื่องของการไม่กีดกันทางเพศในการเข้าศึกษา เวลานี้ กรมอุทยานฯจึงพยายาม จัดหลักสูตรเข้มข้น ทั้งเรื่อง การทำงานในป่า การลาดตระเวน การต่อสู้มือเปล่า การใช้อาวุธ รวมไปถึงการเขียนบันทึกทำสำนวนคดี ให้ครอบคลุมทุกมิติ สำหรับข้าราชการผู้หญิงของกรมอุทยานเพื่อให้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ชาย ซึ่งก็ได้ในระดับหนึ่ง โดยคนเหล่านี้จะต้องไปเป็นผู้นำ ทำให้ลูกน้องซึ่งเป็นผู้ชายยอมรับในความสามารถด้วย

เมื่อถามว่า หลักสูตรดังกล่าวนี้ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่เป็นผู้หญิงหรือไม่ นายอรรถพลกล่าวว่า ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนก็ทำได้ดีเทียบเท่า หรืออาจจะเก่งกว่าผู้ชาย แต่ปริมาณยังมีน้อย ยอมรับว่าน้อยมาก ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาระดับหนึ่งหลายคนก็ขอย้ายกลับมาทำงานในสำนักงาน หรือเปลี่ยนแนวเป็นนักวิชาการไปเลย ซึ่งกรมก็ไม่สามารถห้ามได้เพราะเป็นสิทธิที่เขาสามารถทำได้

น.ส.วีรยา โอชะกุน ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) อดีต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กล่าวว่า ความจริงแล้วผู้หญิงก็มีศักยภาพไม่ได้แตกต่างกับผู้ชายมากนัก หากผ่านการฝึกฝน และมีจิตใจที่อยากทำงานโดยเฉพาะในภารกิจป่าไม้

“ในอดีตที่ตัวเองเป็นหัวหน้าอุทยาน หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทั้งทุ่งใหญ่ และห้วยขาแข้ง ยอมรับว่าก็ถูกลูกน้องผู้ชายแสดงอาการไม่ยอมรับมาแล้ว แต่เราก็ทำงานให้เขาเห็นว่าเราทำได้ ลาดตระเวนได้ อยู่ในป่าได้ ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระกับลูกน้อง เรายิงปืนได้ เดินไกลๆ ได้ ต่อสู้ได้ ไม่ใช่เพื่อข่มขู่ แต่เพื่อให้ลูกน้องเรามั่นใจว่าเราที่เป็นผู้หญิงคนเดียวจะไม่เป็นภาระของเขา แน่นอนว่าใหม่ๆ หลายคนไม่ยอมรับ เราถูกส่งไปพื้นที่สำคัญแล้วไปนำลูกน้อง ซึ่งเป็นผู้ชายก็จะโดนดูถูก แต่เราก็ทำให้เขาเห็นว่าเราทำได้” น.ส.วีรยากล่าว

น.ส.วีรยากล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งผู้ชายไม่ค่อยอยากทำงานในป่า แต่อยากอยู่ในสำนักงาน เพราะคิดว่าทำงานปราบปรามเหนื่อย หนัก ผู้ใหญ่มองไม่ค่อยเห็น ขณะที่อยู่ในสำนักงานมีผู้ใหญ่เห็นผลงานมากกว่า ซึ่งคิดแบบนี้ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะมาทำงานอุทยานแล้ว ความสำคัญคือ จิตใจที่ต้องมุ่งมั่นเรื่องการทำหน้าที่ ป้องกัน ปราบปราม และการดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

น.ส.เนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ กล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะบุคคลิก และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสำหรับการทำงานกับชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร ตั้งแต่สมัยของนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ส.ว. ที่สมัยหนึ่งท่านเป็นหัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร ตอนนั้นตนก็ต้องทำงานป้องกันปราบปรามกับพี่ๆ ผู้ชายทั้งหมด บวกกับต่อมาได้มีโอกาสไปอบรมเพิ่มเติมทั้งเรื่องยุทธวิธี การต่อสู้ เลยได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตาม งานอุทยานฯต้องมีทั้งเรื่องของความละเอียดรอบคอบ การดูแลนักท่องเที่ยวซึ่งตรงนี้ความเป็นผู้หญิงก็จะทำหน้าที่ได้ดี

“ก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า ต่อไป ถ้ามีผู้หญิงเข้ามาทำงานในอุทยานมากขึ้น การทำงานในหน้าที่ป้องกันและปราบปราม รวมไปถึงการลาดตระเวน ที่เป็นหัวใจหลัก หากมีคนสมัครใจที่จะทำงานส่วนนี้น้อยลงจะเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่า ผู้หญิงถ้าจะทำก็ทำได้ เพียงแต่มีข้อจำกัดมากกว่า และต้องปรับตัวมากกว่าผู้ชาย” น.ส.เนตรนภากล่าว