หน้าแรก ในประเทศ ยึดลูกเสือดำ ...

ยึดลูกเสือดำ อายุ 7 เดือน กลางลานจอดรถห้างแม่สอด เตรียมส่งชเวโก๊กโก่ พร้อมจับชาวเมียนมา 2 ราย

9.04.26 | 14:31 น.

บุกจับชาวเมียนมา กลางลานจอดรถห้างในแม่สอด ลอบค้า ลูกเสือดำ อายุ 7 เดือน ปลายทางชเวโก๊กโก่ อ้างคิดว่าแมวดำ ส่งให้คนรู้จักที่เมียวดี แลกค่าจ้าง 25,000 บาท

เมื่อวันที่ 9 เมษายน มีรายงานว่า ​ภายใต้การอำนวยการของ ผบช.ก., ผบก.ปทส., กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า, นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) โดยมีชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.ท.เอนก นาคธร รอง ผกก.4 บก.ปทส. พร้อมด้วย นายพลวีร์ บูชาเกียรติ ผอ.ส่วนปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าและ ผอ.ศูนย์ข่าวกรองอาชญากรรมสัตว์ป่า ร่วมกับนายนาวี ช้างภิรมย์ หัวหน้าชุดเหยี่ยวดง หัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่าแม่สอด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) และสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจ กก.4 บก.ปทส. วางแผนล่อจับกุมขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติกลางลานจอดรถห้างสรรพสินค้าใน อ.แม่สอด จ.ตาก ควบคุมตัวนายซอและนางขิน ชาวเมียนมา รวม 2 ราย ยึดของกลาง “ลูกเสือดำ” อายุ 7 เดือน เตรียมลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน หลังได้รับแจ้งเบาะแสการขนส่งสัตว์ป่าคุ้มครองผ่านบริษัทขนส่งเอกชนในพื้นที่ กทม. โดยแจ้งว่าเป็น “แมว” แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็น “ลูกเสือดำ” อายุประมาณ 7 เดือน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหายาก คาดว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน “จีนเทา” เจ้าหน้าที่จึงใช้เทคนิคการสืบสวนแบบมีการควบคุม (Control Delivery) เพื่อขยายผลถึงตัวการที่สั่งการขนส่ง โดยนัดหมายส่งมอบเสือดำ ที่ลานจอดห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด จ.ตาก

วันนัดหมายคือ 8 เมษายน เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ TOYOTA LANDCRUISER ทะเบียนต่างชาติ มีชายและหญิงชาวเมียนมา รวม 2 ราย คือ นายซอและนางขิน ลงมารับมอบกรงเสือดำ เพื่อเตรียมนำข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที พร้อมยึดรถยนต์และโทรศัพท์มือถือไว้เป็นหลักฐาน

เจ้าหน้าที่ขยายผลพบว่าขบวนการดังกล่าวทำงานเป็นเครือข่ายใหญ่ มีผู้บงการกระจายตัวทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา โดยใช้การติดต่อผ่าน Facebook เพื่อหาคนรับช่วงส่งต่อจากชายแดนกัมพูชา ผ่านไทย มุ่งหน้าสู่ปลายทางที่ชเวโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา

Advertisement

​ในชั้นจับกุม นายซอและนางขินให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่านึกว่าเป็น “แมวดำ” และรับจ้างนำไปส่งให้คนรู้จักที่เมียวดี แลกกับค่าจ้าง 25,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพฤติการณ์มีความซับซ้อนและเป็นเครือข่ายอาชญากรรมสัตว์ป่า ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

ทั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯได้มอบหมายให้ทั้ง 3 หน่วยงานดำเนินการสืบสวนขยายผล เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งต้นทางและปลายทางมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับ “ลูกเสือดำ” ของกลาง ได้ขออนุมัติพนักงานสอบสวน เพื่อขอส่งมอบไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 (ประทับช้าง) จ.ราชบุรี เพื่อรับไปดูแลและฟื้นฟูสุขภาพอย่างใกล้ชิดตามระเบียบต่อไป

ต่อมา พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. นายพลวีร์ บูชาเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวกรองอาชญากรรมสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกันแถลงผลจับกุม

พล.ต.ต.เอนกเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่ามีการลักลอบขนส่งสัตว์ป่าหายากจากประเทศกัมพูชา ผ่านประเทศไทย เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเมียนมา โดยขบวนการนี้ใช้วิธีอำพรางสัตว์ในกรงว่าเป็น “แมวดำ” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ชุดจับกุมจึงใช้ยุทธวิธี “การส่งมอบภายใต้การควบคุม” (Controlled Delivery) โดยสะกดรอยตามตั้งแต่การรับของจากต้นทาง จนกระทั่งผู้ต้องหาปรากฏตัวเพื่อรับช่วงต่อในพื้นที่ชายแดนแม่สอด จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที

สอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 25,000 บาท ให้ขับรถมารับสัตว์เพื่อส่งข้ามแดน โดยไม่ทราบมาก่อนว่าสัตว์ตัวดังกล่าวคือเสือดำ โดยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานเชื่อมโยงว่าขบวนการนี้มีเครือข่ายโยงใยหลายสัญชาติ ทั้งไทย กัมพูชา และเวียดนาม

ด้านนายพลวีร์กล่าวว่า เชื่อว่าปลายทางของเสือดำตัวนี้น่าจะอยู่ที่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ “ชเวโก๊กโก่” ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายและเครือข่ายสแกมเมอร์ จากการข่าวพบว่ากลุ่มทุนเหล่านี้มีความเชื่อส่วนบุคคลว่าการเลี้ยงเสือดำซึ่งเป็นสัตว์หายากจะช่วยเสริมบารมีและให้โชคลาภในการทำธุรกิจพนันออนไลน์ รวมถึงใช้เป็นสัตว์ประดับบารมีแสดงสถานะทางสังคมด้วย

ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯระบุว่า ลูกเสือดำตัวนี้มีความเชื่องมาก คาดว่าน่าจะถูกเลี้ยงมาโดยมนุษย์ตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปจนไม่สามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้อีกต่อไป ต้องส่งไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จ.ราชบุรี ตลอดชีวิต หากประเมินมูลค่าทางระบบนิเวศ เสือดำ 1 ตัวจะมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านบาท ในฐานะผู้ล่าที่คุมสมดุลของป่า