บุกจับชาวเมียนมา กลางลานจอดรถห้างในแม่สอด ลอบค้า ลูกเสือดำ อายุ 7 เดือน ปลายทางชเวโก๊กโก่ อ้างคิดว่าแมวดำ ส่งให้คนรู้จักที่เมียวดี แลกค่าจ้าง 25,000 บาท
เมื่อวันที่ 9 เมษายน มีรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ ผบช.ก., ผบก.ปทส., กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า, นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) โดยมีชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.ท.เอนก นาคธร รอง ผกก.4 บก.ปทส. พร้อมด้วย นายพลวีร์ บูชาเกียรติ ผอ.ส่วนปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าและ ผอ.ศูนย์ข่าวกรองอาชญากรรมสัตว์ป่า ร่วมกับนายนาวี ช้างภิรมย์ หัวหน้าชุดเหยี่ยวดง หัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่าแม่สอด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) และสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจ กก.4 บก.ปทส. วางแผนล่อจับกุมขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติกลางลานจอดรถห้างสรรพสินค้าใน อ.แม่สอด จ.ตาก ควบคุมตัวนายซอและนางขิน ชาวเมียนมา รวม 2 ราย ยึดของกลาง “ลูกเสือดำ” อายุ 7 เดือน เตรียมลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน หลังได้รับแจ้งเบาะแสการขนส่งสัตว์ป่าคุ้มครองผ่านบริษัทขนส่งเอกชนในพื้นที่ กทม. โดยแจ้งว่าเป็น “แมว” แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็น “ลูกเสือดำ” อายุประมาณ 7 เดือน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหายาก คาดว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุน “จีนเทา” เจ้าหน้าที่จึงใช้เทคนิคการสืบสวนแบบมีการควบคุม (Control Delivery) เพื่อขยายผลถึงตัวการที่สั่งการขนส่ง โดยนัดหมายส่งมอบเสือดำ ที่ลานจอดห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.แม่สอด จ.ตาก

วันนัดหมายคือ 8 เมษายน เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ TOYOTA LANDCRUISER ทะเบียนต่างชาติ มีชายและหญิงชาวเมียนมา รวม 2 ราย คือ นายซอและนางขิน ลงมารับมอบกรงเสือดำ เพื่อเตรียมนำข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที พร้อมยึดรถยนต์และโทรศัพท์มือถือไว้เป็นหลักฐาน
เจ้าหน้าที่ขยายผลพบว่าขบวนการดังกล่าวทำงานเป็นเครือข่ายใหญ่ มีผู้บงการกระจายตัวทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา โดยใช้การติดต่อผ่าน Facebook เพื่อหาคนรับช่วงส่งต่อจากชายแดนกัมพูชา ผ่านไทย มุ่งหน้าสู่ปลายทางที่ชเวโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา

ในชั้นจับกุม นายซอและนางขินให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่านึกว่าเป็น “แมวดำ” และรับจ้างนำไปส่งให้คนรู้จักที่เมียวดี แลกกับค่าจ้าง 25,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพฤติการณ์มีความซับซ้อนและเป็นเครือข่ายอาชญากรรมสัตว์ป่า ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562
ทั้งนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯได้มอบหมายให้ทั้ง 3 หน่วยงานดำเนินการสืบสวนขยายผล เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งต้นทางและปลายทางมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สำหรับ “ลูกเสือดำ” ของกลาง ได้ขออนุมัติพนักงานสอบสวน เพื่อขอส่งมอบไปยังศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 3 (ประทับช้าง) จ.ราชบุรี เพื่อรับไปดูแลและฟื้นฟูสุขภาพอย่างใกล้ชิดตามระเบียบต่อไป
ต่อมา พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. นายพลวีร์ บูชาเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวกรองอาชญากรรมสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกันแถลงผลจับกุม
พล.ต.ต.เอนกเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่ามีการลักลอบขนส่งสัตว์ป่าหายากจากประเทศกัมพูชา ผ่านประเทศไทย เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเมียนมา โดยขบวนการนี้ใช้วิธีอำพรางสัตว์ในกรงว่าเป็น “แมวดำ” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ชุดจับกุมจึงใช้ยุทธวิธี “การส่งมอบภายใต้การควบคุม” (Controlled Delivery) โดยสะกดรอยตามตั้งแต่การรับของจากต้นทาง จนกระทั่งผู้ต้องหาปรากฏตัวเพื่อรับช่วงต่อในพื้นที่ชายแดนแม่สอด จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที

สอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าได้รับการว่าจ้างเป็นเงิน 25,000 บาท ให้ขับรถมารับสัตว์เพื่อส่งข้ามแดน โดยไม่ทราบมาก่อนว่าสัตว์ตัวดังกล่าวคือเสือดำ โดยเจ้าหน้าที่พบหลักฐานเชื่อมโยงว่าขบวนการนี้มีเครือข่ายโยงใยหลายสัญชาติ ทั้งไทย กัมพูชา และเวียดนาม
ด้านนายพลวีร์กล่าวว่า เชื่อว่าปลายทางของเสือดำตัวนี้น่าจะอยู่ที่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ “ชเวโก๊กโก่” ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายและเครือข่ายสแกมเมอร์ จากการข่าวพบว่ากลุ่มทุนเหล่านี้มีความเชื่อส่วนบุคคลว่าการเลี้ยงเสือดำซึ่งเป็นสัตว์หายากจะช่วยเสริมบารมีและให้โชคลาภในการทำธุรกิจพนันออนไลน์ รวมถึงใช้เป็นสัตว์ประดับบารมีแสดงสถานะทางสังคมด้วย
ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯระบุว่า ลูกเสือดำตัวนี้มีความเชื่องมาก คาดว่าน่าจะถูกเลี้ยงมาโดยมนุษย์ตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปจนไม่สามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้อีกต่อไป ต้องส่งไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จ.ราชบุรี ตลอดชีวิต หากประเมินมูลค่าทางระบบนิเวศ เสือดำ 1 ตัวจะมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านบาท ในฐานะผู้ล่าที่คุมสมดุลของป่า







