หน้าแรก ในประเทศ เช็กเส้นทางกล...

เช็กเส้นทางกลับภูมิลำเนา ทล.พร้อมรับ‘สงกรานต์69’

11.04.26 | 11:03 น.

เช็กเส้นทางกลับภูมิลำเนา
ทล.พร้อมรับ‘สงกรานต์69’

หมายเหตุ – พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.) ให้สัมภาษณ์การเตรียมความพร้อมในการรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย
ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ผบก.ทล.)

การรเตรียมความพร้อมในการรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยเปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้รับนโยบายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง โดย พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อํานวยการศูนย์บริหารงานจราจร สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้มีข้อบังคับ ข้อห่วงใยในมิติด้านการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและลดอุบัติเหตุทางถนน โดย บก.ทล.ได้รับลูกและประสานงานกับกรมทางหลวงในการดูแลเส้นทางต่างๆ การอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางกลับต่างจังหวัด-ออกจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเรามีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเส้นทางตลอด

เส้นทางเลี่ยงเหล่านี้เป็นเส้นทางที่เราจะต้องเดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร เช่น เส้นทางภาคเหนือแนะนำคือ 1.ถนนวงแหวนตะวันออก (ทล.พ.9) เลี้ยวซ้ายที่ต่างระดับคลองหลวงใช้ ทล.3214 เข้าสู่ ทล.347 เลี้ยวซ้ายที่แยกบางปะหันเข้าสู่ ทล.32 (สายเอเชีย) 2.วงแหวนตะวันตก (ทล.พ.9) เลี้ยวซ้ายถนนตลิ่งชัน-ชัยนาท (ทล.340) เชื่อมต่อถนนพหลโยธิน (ทล.1) เลี้ยวซ้ายแยกหลวงพ่อโอ (ทล.1) ไปยัง จ.นครสวรรค์

Advertisement

สายไปอีสาน 1.ถนนพหลโยธิน เลี้ยวขวาสามแยกพุแค เข้าถนนพุแคหล่มสัก ทล.21 เลี้ยวขวาแยกม่วงค่อมเข้าสู่ ทล.2256 หรือเลี้ยวซ้ายเข้า ทล.205 เพื่อเข้าสู่ ทล.201 ไปยัง จ.ชัยภูมิ 2.มอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) ระยะทาง 196 กม. เข้าด่านบางปะอินไปถึงบายพาสเลี่ยงเมืองโคราช ซึ่งขึ้นฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน

3.เส้นทางกรุงเทพฯ-จ.ฉะเชิงเทรา และใช้ ทล.304 (อ.พนมสารคาม-อ.กบินทร์บุรี-อ.วังน้ำเขียว-อ.ปักธงชัย) มุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา 4.เส้นทางกรุงเทพฯไปยัง จ.สระแก้ว-อรัญประเทศ-อ.ตาพระยา-อ.โนนดินแดง-อ.ละหานทราย เข้าสู่ จ.บุรีรัมย์

สายตะวันออก 1.ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์) 2.ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านมีนบุรี-หนองจอก ออกสู่ภาคตะวันออก 3.ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 (เทพรัตน) ผ่านบางนา-บางปะกง หรือใช้ทางพิเศษบูรพาวิถีออกสู่ภาคตะวันออก

4.ทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) สายใต้ 1.ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) 2.ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม)

ก่อนหน้านี้ได้ให้หัวหน้าสถานีตำรวจทางหลวงทุกแห่งในประเทศให้สำรวจเส้นทางต่างๆ ที่กำกับดูแลอยู่ โดยเฉพาะกรณีเส้นทางที่มีการซ่อมสร้างหรือเส้นทางที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมทางหลวงจะมีปัญหาต่อเนื่องกับการเดินทางของพี่น้องประชาชน เราก็ได้สำรวจจุดต่างๆ เบื้องต้นในการสำรวจ ถ้าจะให้เป็นห่วงจริงๆ จะเป็นในส่วนของทางเส้นทางภาคเหนือที่จะเป็นถนนสาย 117 ที่เป็นทางขาเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วง จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร แล้วก็มา จ.นครสวรรค์ ตรงนั้นมีการซ่อมสร้างอยู่ อาจจะต้องมีการเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว โดยการใช้เส้นทางสาย 11 ที่จะมาออกทาง อ.ตากฟ้า อีกจุดหนึ่งถ้าเลยมาจะมีบริเวณ ต.หางน้ำสาคร ตรงนั้นก็มีจะปริมาณรถที่ค่อนข้างจะมาก ตรงนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบแล้ว จะให้เจ้าหน้าที่พร้อมรถสายตรวจเพื่อบริการเส้นทางรถ เพื่อจะเคลียร์เส้นทางให้ หรือลดปริมาณรถได้บ้าง ซึ่งตรงนั้นน่าหากมีปริมาณรถหนาแน่นจริงๆ ก็จะมีการเปิดย้อนศรเพื่อเปิดให้ทางรถที่จะเข้าในมาเขตกรุงเทพมหานครในช่วงวันกลับ

⦁ ส่วนรถบรรทุกขนาดใหญ่จะมีการให้งดวิ่งในเส้นทางหลักหรือไม่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร.ได้มีการกำหนดมาตรการเป็นประจำทุกปีเพื่ออำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในการเดินทางของพี่น้องประชาชน ทั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่านได้ออกข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเรื่องการกำหนดเส้นทางเดินรถ โดยจำกัดรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจรของประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา จะมีผลบังคับใช้ในบางเส้นทางเท่านั้น ซึ่งตอนนี้มี 7 เส้นทางที่ได้มีข้อบังคับไว้ เส้นทางแรกจะเป็นเส้นทางถนนมิตรภาพ ตรงบริเวณตรงทับกวาง-สีคิ้ว ส่วนเส้นทาง 2 ช่วงกบินทร์บุรีกับปักธงชัย เส้นทางที่ 3 บุรีรัมย์ไปถึง อ.อรัญประเทศ เส้นทางที่ 4 ถนนพหลโยธินเข้าเมืองนครสวรรค์ เส้นทางที่ 5 ถนนรังสิโยทัย กับปากน้ำโพ เส้นทางที่ 6 ช่วงเข้าเมืองสระบุรี และเส้นทางที่ 7 ถนนพระราม 2

โดยทั่วไปประเทศเราก็ไม่ได้ห้ามทั้งหมด แต่ว่าจะมีเฉพาะเส้นทางที่จะกระทบกับการเดินทางประชาชนจริงๆ เราจะขอไว้ ขอโดยผู้ประกอบการเองถ้าหากมีความจำเป็น หรือต้องการรถจริงๆ ก็สามารถที่จะเข้าไปในเพจของตำรวจทางหลวงได้ ในการขออนุญาตทางออนไลน์ ซึ่งเรามี QR Code ไว้ในการขออนุญาต ส่วนในเรื่องของรถบรรทุกที่เกี่ยวกับเรื่องพืชผลทางการเกษตร หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นก็ตาม ตรงนี้เราก็จะอนุญาตโดยตลอดอยู่แล้ว

⦁ หน่วยบริการประชาชนของตำรวจทางหลวงที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศมีความพร้อมหรือไม่

จุดบริการก็เป็นแนวทางของตำรวจทางหลวงอยู่แล้ว ซึ่งก็จะมีการอัพเดตแล้วก็จะมีการปรับปรุง โดยจุดพักรถต่างๆ นั้นเราคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางไกลๆ ระยะเวลานานๆ ซึ่งความเหนื่อยล้าหรืออ่อนล้า เราจะมีการให้เปิดเป็นห้องพักสำหรับรองรับพี่น้องประชาชนที่จะเข้าพักได้ตามจุดบริการประชาชน ทั่วประเทศก็จะมีอยู่ประมาณ 205 หน่วย ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นห้องพัก มีเตียงนอน มีเครื่องปรับอากาศ แล้วก็เครื่องดื่ม มีน้ำดื่ม เพื่อรองรับพี่น้องประชาชนที่สามารถมาพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายก่อนจะเดินทางต่อได้

ที่ผ่านมาตำรวจทางหลวงจะดูแลพี่น้องประชาชนตามเส้นทางเพื่ออำนวยความสะดวก และดูแลในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอยู่แล้ว โดยเฉพาะรถหากเกิดรถเสียระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ หรือจะเป็นเรื่องน้ำมัน โดยหลักแล้วตำรวจทางหลวงจะมีการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้เพื่อเตรียมการช่วยเหลือ

แต่เรื่องวิกฤตน้ำมันในช่วงนี้ ตำรวจทางหลวงห่วงใยพี่น้องประชาชน เราจะพยายามดูแล หากได้รับแจ้งจากช่องทาง 1193 ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการประสานงานตำรวจทางหลวงที่ทราบและหน่วยที่ใกล้เคียง อย่างน้อยอันดับแรกเราจะไปช่วยดูแลพี่น้องประชาชน 1.คือจะพยายามเอาน้ำมันไปสำรองให้ เพื่อจะนำรถออกไปยังที่ปลอดภัย โดยเฉพาะรถที่น้ำมันหมดอาจจะอยู่กีดขวางการจราจร หรืออยู่ในที่อันตราย เราจะมีน้ำมันเพื่อไปสำรองให้ จะไปยังจุดที่ปลอดภัยได้ ในส่วนที่ 2.คือน้ำมันถ้ามีปริมาณที่ไปยังปั๊มน้ำมันที่ใกล้ๆ เพื่อจะรองรับให้พี่น้องประชาชนได้เดินทางต่อได้ เรามีการเตรียมแผนของเราไปแล้ว โดยท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ท่านให้ความห่วงใยเรื่องนี้ เน้นย้ำผ่านตำรวจทางหลวงช่วยในเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องตรงนี้
ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางในช่วงนี้ เรื่องของการเดินทางไกลที่จะออกในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อยากจะให้ดูความพร้อมตั้งแต่ตัวเราเอง คือความพร้อมในเรื่องร่างกาย เพราะว่าเราต้องมีการขับขี่รถระหว่างทาง ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อยากจะให้ดูแลร่างกายให้พร้อม สองคือ ในเรื่องของการดูแลยานพาหนะต่างๆ ที่จะต้องเดินทาง อยากจะให้มีการตรวจเช็กความพร้อมให้เรียบร้อย ถ้าหากไม่สะดวก ทางจุดบริการทางหลวงที่ใกล้ๆ ซึ่งตอนนี้เรามีอยู่โดยรอบสถานี รอบเขตกรุงเทพฯและทางหลวง ก็จะมีจุดบริการประชาชนที่จะช่วยเช็กสภาพรถ สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ ตรงนี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยด้วย และอยากให้วางแผนการเดินทาง เพราะเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนามีจำนวนมาก โดยเฉพาะเส้นทางภาคอีสานที่ต้องใช้เส้นทางมิตรภาพ ซึ่งตอนนี้สามารถเตรียมการดูแลพี่น้องประชาชนให้ใช้งานได้ตามปกติเช่นเดิม

⦁ มีการคาดการณ์ช่วงวันที่รถจะเยอะมากเป็นพิเศษ

ในส่วนนี้ตำรวจทางหลวงได้ร่วมประสานงานกับกรมทางหลวง มีการประมาณการปริมาณรถในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยวิเคราะห์จากข้อมูลที่ผ่านมา ซึ่งกรมทางหลวงได้ประเมินรถขาออกไว้ว่า วันที่ 10 เมษายน จะเริ่มมีปริมาณรถมาก และวันที่รถจะหนาแน่นที่สุดคือ วันที่ 11 เมษายน โดยคาดว่าจะมีรถออกจากกรุงเทพฯประมาณ 700,000 คัน ส่วนขาเข้านั้น ประเมินว่าประชาชนจะเริ่มเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯมากที่สุดในวันที่ 15 เมษายน ซึ่งประมาณการตัวเลขไว้ที่เกือบ 700,000 คันเช่นกัน

‘บก.ทท.’จัดตั้ง22จุดบริการทั่วประเทศ
ดูแลทุกเส้นทาง-ลดอุบัติเหตุ-ช่วยปชช.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นช่วง “7 วันอันตราย” ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวทาง “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” มุ่งลดจำนวนอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5

ในการนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดตั้ง “จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” รวมทั้งสิ้น 22 จุด ครอบคลุมเส้นทางสายหลักและสายรองทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย และเป็นจุดพักคลายความอ่อนล้าให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลแห่งความสุข

โดยแบ่งการจัดตั้งจุดบริการ ประกอบด้วย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 19 จุด สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จำนวน 1 จุด กรมยุทธบริการทหาร จำนวน 2 จุด โดยทุกจุดตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีปริมาณการสัญจรหนาแน่น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย บริการครบวงจร เพื่อความปลอดภัยทุกการเดินทาง

ภายในจุดบริการประชาชน กองทัพไทย ได้จัดบริการอย่างครบถ้วน ได้แก่ บริการสอบถามข้อมูลเส้นทางและแนะนำการเดินทาง จุดพักผ่อน ห้องสุขา และพื้นที่คลายความอ่อนล้า ตรวจสภาพและซ่อมแซมยานพาหนะเบื้องต้น บริการเครื่องดื่ม อาหารว่าง และผ้าเย็น การปฐมพยาบาลและบริการทางการแพทย์เบื้องต้น รับแจ้งเหตุและประสานการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

การดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมุ่งเน้นควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ อาทิ เมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย พร้อมรณรงค์ “เมาไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” อย่างจริงจัง

พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ร่วมกันลดความเสี่ยงบนท้องถนน โดยยึดหลักสำคัญ ดังนี้

ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร, ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและระหว่างการขับขี่, พักผ่อนให้เพียงพอ หากอ่อนล้าให้แวะพัก, ตรวจสอบสภาพรถก่อนเดินทางทุกครั้ง และใช้เส้นทางอย่างมีวินัยและเอื้อเฟื้อเพื่อนร่วมทาง

ทั้งนี้ หากรู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทาง ขอเชิญแวะพัก ณ จุดบริการประชาชนของกองทัพไทยทั่วประเทศ เพื่อเติมพลังทั้งร่างกายและจิตใจ กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมปฏิบัติภารกิจเคียงข้างประชาชนในทุกเส้นทาง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า “ทุกการเดินทาง จะมีทหารอยู่เคียงข้าง”

ขอร่วมส่งมอบความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน ให้เดินทาง “ไป-กลับ ปลอดภัย ถึงบ้านอย่างมีความสุข” และได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้