เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 26 พฤษภาคม ชมรม 7 วิชาชีพทางการแพทย์ ประกอบด้วย นักเทคนิคการแพทย์ นักภายภาพบำบัด นักรังสีการแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาคลินิก นักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก และ นักเวชศาสตร์สื่อความหมายและแก้ไขการพูด กว่า 200 คน เดินทางมายังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าการบรรจุเป็นข้าราชการ ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหาบรรจุพยาบาลวิชาชีพเป็นข้าราชการ ทั้งหมด 10,992 อัตรา ใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2562 นั้น

นายสมคิด เพื่อนรัมย์ ประธานชมรมกายภาพบำบัดชุมชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีบุคลากรใน 7 สาขาวิชาชีพที่ค้างบรรจุข้าราชการตั้งแต่ปี 2554 ประมาณ 3,000 คน จำนวนนี้เป็นนักเทคนิคการแพทย์และนักกายภาพบำบัดรวมกันกว่า 2,500 คน ทำให้กระทบต่อขวัญกำลังใจ เนื่องจากไม่มีความมั่นคง อย่างเงินเดือนก็น้อยมาก เริ่มต้นแค่หมื่นต้นๆ ขณะที่ยังพบมีการจ้างรายวันอีก 51 คน ซึ่งได้ค่าจ้างประมาณวันละ 500 บาท สวัสดิการต่างๆ ก็ไม่มี ซึ่งจริงๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม อยากทำความเข้าใจว่า ที่ออกมาเรียกร้องนั้น ไม่ใช่เพราะเห็นพยาบาลได้ตำแหน่งข้าราชการ ก็อยากออกมาเรียกร้อง แต่พวกตนมีการเรียกร้องมาพร้อมๆกัน และได้สะท้อนปัญหาให้กระทรวงฯรับทราบมาตลอด
“เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อขอความเห็นใจในการบรรจุตำแหน่งข้าราชการให้กับวิชาชีพอื่นๆด้วย เนื่องจากมติครม.ออกมาไม่ได้กล่าวถึงวิชาชีพอื่นๆเลย จึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดตอนเสนออัตราข้าราชการตั้งใหม่จึงมีเพียงแค่พยาบาลวิชาชีพเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากยังไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะไปยื่นเรื่องที่ศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” นายสมคิด กล่าว

ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า กล่าวว่า ตนไม่ได้ทำงานสังกัด สธ. แต่มาเพื่อช่วยเพื่อนร่วมวิชาชีพในการเรียกร้อง เนื่องจากเห็นว่า การทำงานของเทคนิคการแพทย์ที่ต้องทำงานกับเลือดถือว่ามีความเสี่ยง แต่ค่าตอบแทนไม่มาก ขณะที่ภาระงานถือว่าหนัก จึงมาช่วยเรียกร้องเพื่อให้ได้รับบรรจุข้าราชการ ซึ่งเสนอว่าอาจทยอยแบ่งบรรจุก็ได้ และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการพัฒนาวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ เพื่อให้สามารถเพิ่มค่าวิชาชีพได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันค่าวิชาชีพอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท ถือว่าน้อยมากในบรรดาวิชาชีพทางการแพทย์

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. กล่าวภายหลังหารือกับตัวแทนชมรม 7 วิชาชีพทางการแพทย์ ว่า ทั้ง 7 วิชาชีพมีความกังวล เนื่องจากพยาบาลได้รับการแบ่งบรรจุเป็นข้าราชการ 3 ปี ก็มาสอบถามว่าวิชาชีพพวกเขาก็มีปัญหา หากจะบรรจุบ้างจะต้องทำอย่างไร และกังวลว่าอัตราว่าง 11,000 ตำแหน่งที่ สธ.จะบริหารจัดการจะเอาไปให้กับพยาบาลทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งก็ได้ชี้แจงแล้วว่า จำนวนดังกล่าวบริหารจัดการให้พยาบาลเพียง 1,000 อัตราเท่านั้น ที่เหลือก็ยังเป็นของวิชาชีพอื่น ซึ่งจากการบริหารจัดการเป็นของ 7 วิชาชีพประมาณ 170 ตำแหน่ง แต่เมื่อรวมกับการเคลียร์ตำแหน่งทับซ้อนและการเกษียณด้วย ปีนี้ทั้ง 7 วิชาชีพน่าจะสามารถบรรจุเป็นข้าราชการได้ประมาณ 308 ตำแหน่ง จากที่ค้างบรรจุประมาณ 3,000 ตำแหน่ง ก็ต้องค่อยๆ ทยอยบรรจุไป
นพ.โสภณ กล่าวว่า ส่วนในระยะยาวขณะนี้มีการจัดทำแผนความต้องการกำลังคนแล้ว ซึ่งก็จะมีการกำหนดว่าแต่ละวิชาชีพจะเป็นข้าราชการได้ประมาณเท่าไร อย่างทั้ง 7 วิชาชีพก็กำหนดอยู่ที่ประมาณ 75% ก็จะต้องทำเรื่องเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ว่าจะเพิ่มอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้ตามแผนกำลังคนหรือไม่ หากยอมก็จะได้อัตราข้าราชการตั้งใหม่เพิ่ม แต่หากไม่ยอมก็ต้องหาวิธีการจ้างงานอื่น เช่น พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยต้องให้มีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ใกล้เคียงกับข้าราชการ โดยเรื่องนี้ได้มอบให้ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัด สธ.ดำเนินการ
” ขณะนี้บางวิชาชีพมีอัตราข้าราชการเกินกรอบข้าราชการแล้ว เช่น นักเทคนิคการแพทย์ เป็นต้น ส่วนกายภาพบำบัดเป็นข้าราชการอยู่ประมาณ 50% ของกรอบ จิตวิทยาคลินิก นักเวชศาสตร์สื่อความหมายฯ อยู่ประมาณ 30% ของกรอบ ดังนั้น หากมีตำแหน่งว่างก็ต้องนำมาเกลี่ยให้กับวิชาชีพเหล่านี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย” ปลัด สธ. กล่าว
ด้าน น.ส.รุ่งทิวา พนมแก ประธานเครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สำหรับพยาบาลวิชาชีพนั้น ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน โดยขณะนี้ก็จะอยู่ระหว่างการจัดสรรตำแหน่งว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งทางเครือข่ายฯ ขอเพียงการจัดสรรให้เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ส่วนวิชาชีพอื่นๆ ที่เรียกร้องสิทธิในการบรรจุด้วยนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทำเพื่อวิชาชีพตัวเอง เพราะแต่ละวิชาชีพก็มีภาระงาน ซึ่งเข้าใจว่ากระทรวงฯ อยู่ระหว่างสำรวจภาระงาน ก็อยากให้มีการสำรวจอย่างรอบด้านจริงๆ เพราะนอกจากภาระงานแล้ว บุคลากรทางการแพทย์ยังมีความเสี่ยงเกิดโรคระหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วย ยิ่งพยาบาลมีความเสี่ยงมาก เพราะต้องอยุ่ใกล้กับผู้ป่วย อาจติดโรคเมื่อไรก็ได้ ดังนั้น อยากให้กระทรวงฯ มีมาตรการป้องกัน หรือดูเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

