บิ๊กบ.ค้าสัตว์น้ำร้อง อสส. สอบเพิ่มคดีสวมสิทธิ์ส่งสัตว์น้ำไปแคนนาดา สงสัยจนท.รัฐเอี่ยว

26.05.17 | 15:25 น.

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 26 พฤษภาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ นำนายพิสิทธิ์ หล้าสุดตา ตัวแทนและเป็นกรรมการบริษัท ซี อินเตอร์เนชั่นแนล โฟร์เช่น โปรดักช์ จำกัด บริษัทค้าสัตว์น้ำจืดรายใหญ่ของประเทศ ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาบริษัทแห่งหนึ่งกับพวกรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารราชการปลอม ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งพนักงานสอบสวนทำความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 ไปยังสำนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 แล้ว โดยมีนายวัชระ อินทุสุต อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ เป็นตัวแทนอัยการสูงสุดรับเรื่องและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

โดยนายสงกานต์ กล่าวภายหลังยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมว่า เดิมเรื่องนี้นายพิสิทธิ์ ผู้เสียหาย แจ้งความร้องทุกข์กับกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)ว่า มีบริษัทธุรกิจส่งออกสัตว์น้ำ 4-5 บริษัท ที่ถูกปลอมการทำเอกสารขนส่งมาตลอด เราสงสัยในขั้นตอนการปลอมว่าจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐรู้เห็นหรือไม่ เนื่องจากการส่งสินค้าออกจะต้องมีใบรับรองส่งสินค้าออก แต่ปรากฏว่าความแตกจากกรณีที่มีการส่งสินค้าไปที่ประเทศแคนาดา และทางบริษัทที่ประเทศแคนนาดาได้แจ้งมายังบริษัทของนายพิสิทธิ์ ผู้เสียหาย ว่าทำไมส่งสินค้าไม่มีคุณภาพ จึงตรวจสอบพบว่ามีการปลอมเอกสารดังกล่าวและมีการแจ้งความดำเนินคดี โดยทางบก.ป. ได้ทำคดีและจับกุมผู้ก่อเหตุ แต่ต่อมาภายหลังสำนวนคดีกลับหลุดออกจากบก.ป.ฯ มายัง สน.ทุ่งสองห้อง โดยอ้างว่าเป็นคดีที่ไม่สลับซับซ้อน จริงๆแล้วคดีนี้เป็นคดีสลับซับซ้อนมาก มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเปิดบริษัทนิติบุคคลในประเทศเพื่อปลอมเอกสารในการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะ และมีความเสียหายเยอะมากหลายพันล้าน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับสอบเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานหนึ่ง ด้านการประมง ซึ่งเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้การยืนยันว่าไม่มีใบสำแดงใบรับรองในราชอาณาจักรเป็นเหตุให้คดีนี้เป็นเหตุเกิดเกิดนอกราชอาณาจักร ความจริงคดีดังกล่าวเป็นเหตุเกิดในราชอาณาจักร เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนเป็นเอกสารการเปิด แอลซี(ใบตอบรับเอกสารจากทางธนาคาร) ในประเทศ โดยในวันนี้ตนนำหลักฐานที่มีการปลอมเอกสารและการเปิดแอลซี ที่มีการยื่นผ่านธนาคารแห่งหนึ่ง ในจ.สมุทรสาคร มายื่นให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเรียกพนักงานสอบสวนมาสอบถามว่าทำไมจึงสรุปสำนวนเชื่อว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีนอกราชอาณาจักร

“คดีนี้มีความพิรุธไม่ชอบมาพากลว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เราต้องช่วยรัฐในการปราบปรามกระบวนการที่ส่งออก เพราะตำรวจสอบมาอย่างไรอัยการต้องสอบตามข้อเท็จจริงที่ตำรวจสอบ ดังนั้นเราจะมาหา อัยการสูงสุดกระซิบบอกท่านให้ตรวจสอบ ว่าเขามาร้องว่ามันเกิดในราชอาณาจักรแล้วทำไมตำรวจไปสอบว่าเป็นนอกราชอาณาจักร มันมีผลกระทบกับคดีตรงอำนาจการสอบสวน” นายสงกานต์กล่าว

ด้านนายพิสิทธิ์ กล่าวว่า บริษัทที่ลักลอบแอบอ้างดังกล่าวมีอยู่ 5 บริษัท ปรากฏในสำนวน ยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวมีตัวตนและเคยถูกจับกุมได้ และได้ยื่นประกันตัวออกไป หลักฐานในการเอาผิดเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่ามีการส่งออกและบัญชีการโอนเงินจากต่างประเทศ บริษัทดังกล่าวมีทั้งที่เป็นของคนไทยและคนต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ไปร้องทุกข์ที่กระทรวงยุติธรรม และจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าประชุมว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกสารคดีที่นายสงกานต์นำมายื่นร้องขอความเป็นธรรมในวันนี้ มีเนื้อหา ระบุถึงความเห็นของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ที่พิจารณาเห็นว่า พฤติการณ์ของผู้กระทำผิดในคดีนี้ คือร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม แม้ไม่มีปรากฏว่ามีการปลอมเอกสารดังกล่าวที่ใด แต่คดีนี้มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่กรมประมงยืนยันใบรับรองสุขอนามัยสัตว์น้ำที่ส่งไปต่างประเทศ และไม่มีการนำใบรับรองดังกล่าวไปแสดงที่ใดในประเทศไทย อีกทั้งคดียังมีนายพิสิทธิ์ ผู้เสียหายให้การยืนยันว่าใบรับรองสุขอนามัยสัตว์น้ำที่ถูกปลอมขึ้นในคดีนี้ไปใช้ยืนยันสินค้ากับกรมศุลกากรที่ต่างประเทศ ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมดังกล่าวเป็นความผิดเกี่ยวพันกัน จึงเป็นการกระทำผิดที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักร กฎหมายกำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่คดีนี้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เป็นผู้สอบสวน จึงเป็นการสอบสวนที่มิชอบด้วยกฎหมาย จึงส่งสำนวนดังกล่าวคืนแก่พนักงานสอบสวนเพื่อเสนออัยการสูงสุดสอบสวนต่อไป

Advertisement