ส.ก.จอมทอง จี้สร้างบ้านบำบัดผู้ติดยา แก้วิกฤตไร้ที่ฟื้นฟู ชัชชาติ ดัน ‘บ้านพิชิตใจ’ ต้นแบบ ทวิดาเผย จัดงบปี 70 เพิ่มอาคารใหม่ 301 ล้าน
.
เมื่อวันที่ 22 เมษายน เวลา 10.45 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง ครั้งที่ 3 โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง เรื่อง แผนการจัดหาสถานที่ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพิ่มเติม
.
นายสุทธิชัย กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ติดยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ กทม. มีสถานที่บำบัดหลักเพียงแห่งเดียว คือ ‘บ้านพิชิตใจ’ เขตประเวศ ซึ่งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ พื้นที่ และจำนวนเตียงรองรับ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสะท้อนว่า หลายกรณีต้องการนำผู้ติดยาเข้าสู่กระบวนการบำบัด แต่เมื่อไม่มีสถานที่รองรับ ก็จำเป็นต้องปล่อยกลับไป จึงมีคำถามว่า ปัจจุบัน กทม. มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ได้มาตรฐานและเปิดให้บริการจริงจังกี่แห่ง และแต่ละปีสามารถรองรับผู้เข้ารับการบำบัดได้สูงสุดจำนวนเท่าใด เมื่อเทียบกับสถิติผู้ป่วยและผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นในเขตต่างๆ

.
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องสำคัญที่ กทม. ต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายปกครอง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน ป.ป.ส. และตำรวจ โดยปัจจุบันการดูแลผู้ติดยาเสพติดของ กทม. แบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
1.การบำบัดผ่านศูนย์อนามัยและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นลักษณะรับยาแล้วกลับบ้าน รองรับได้มากที่สุดประมาณ 4,000 กว่าราย
2.การบำบัดที่บ้านพิชิตใจ สำหรับผู้ติดยาที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการบำบัดประมาณ 25 คน
3. กรณีที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลศรีธัญญา
.
ด้าน นางสาว ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ระบบบำบัดฟื้นฟูตามประมวลกฎหมายเป็นการดูแลต่อเนื่อง ตั้งแต่การค้นหา คัดกรอง นำเข้าสู่ระบบบำบัด ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพทางสังคม โดยศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ทั้ง 69 แห่ง สามารถให้การบำบัดเบื้องต้นได้
ขณะที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต และสำนักพัฒนาสังคม มีบทบาทในการจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม สอนอาชีพ พัฒนาทักษะ รวมถึงบ้านพิชิตใจที่มีการฝึกอาชีพและกิจกรรมฟื้นฟูด้านต่างๆ
“บ้านพิชิตใจปัจจุบันรองรับได้พร้อมกัน 60 เตียง มีบุคลากรด้านฟื้นฟูบำบัด 16 คน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้าน โดยระยะเวลาการบำบัดแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 2-4 เดือน ทำให้ในหนึ่งปีสามารถรองรับได้ประมาณ 4-5 รอบ หรือมีศักยภาพประมาณ 300 คนต่อปี” นางสาวทวิดา กล่าว

.
สำหรับแผนงบประมาณปี 2570 นางสาวทวิดา เปิดเผยว่า ทาง กทม. มีการเสนอของบประมาณก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม เพื่อแยกพื้นที่ผู้ป่วยหญิง-ชาย เพิ่มเป็น 80 เตียง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะทางจิต มีโรงพยาบาลหลักคือ โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ รองรับทั้งทางกายและจิตใจในเบื้องต้น พร้อมเตรียมเปิดเตียงดูแลผู้ป่วยจิตเวช 30 เตียง ส่วนเคสที่มีความรุนแรงมากยังจำเป็นต้องส่งต่อสถาบันจิตเวชเฉพาะทาง
.
จากนั้น นายสุทธิชัย ลุกขึ้นกล่าวว่า จากการร้องเรียนของประชาชน พบว่าหลายครอบครัวมีบุตรหลานติดยาเสพติด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการกลับไม่มีสถานที่บำบัดรองรับ จึงเห็นว่า กทม. ควรมีระบบบริการแบบ One Stop Service และควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ
โดยเฉพาะเมื่อ กทม. มีงบประมาณจำนวนมากและสามารถจัดทำศูนย์ดูแลสุนัขได้อย่างเป็นระบบ เช่น บ้านพักสุนัขที่จัดทำอย่างสวยงาม จึงตั้งคำถามว่า “บ้านบำบัดคน” ควรได้รับความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันหรือไม่ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จุดเสี่ยงและลดความแออัดของศูนย์เดิม กทม. มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการจัดหาพื้นที่เพิ่มเติม หรือก่อสร้างศูนย์ฟื้นฟูแห่งใหม่ในปีงบประมาณนี้หรือปีถัดไปอย่างไร โดยเฉพาะโซนที่มีการแพร่ระบาดสูง

.
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า กทม. ไม่ได้ละเลยปัญหายาเสพติด แต่การดูแลผู้ป่วยที่มีความรุนแรงทำได้ไม่ง่าย แม้บ้านพิชิตใจจะรองรับได้ 60 คน แต่ขณะนี้มีผู้เข้ารับการบำบัดเพียง 25 คน เพราะหลายกรณีไม่สามารถบังคับผู้ป่วยให้อยู่ในระบบระยะยาวได้โดยง่าย จึงต้องวางแผนร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้ง ป.ป.ส. และตำรวจด้วย
“ส่วนแผนระยะยาวคือการพัฒนาบ้านพิชิตใจให้เป็นศูนย์ต้นแบบ โดยจะเพิ่มอาคารสำหรับผู้หญิง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีพื้นที่เฉพาะ ขณะที่สถิติผู้ติดยาเพศหญิงอยู่ประมาณ 10-15% ของภาพรวม และในอนาคตหากมีความจำเป็น อาจพิจารณาขยายพื้นที่ไปยังฝั่งธนบุรี โดยต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่และงบประมาณอีกครั้งในปี 2570 แนวทางขณะนี้คือการรวมศูนย์ไว้ก่อน และพัฒนาบ้านพิชิตใจให้มีประสิทธิภาพและเป็นต้นแบบให้สำเร็จ ก่อนพิจารณาขยายผลไปยังพื้นที่อื่น” นายชัชชาติ กล่าว
.
นายสุทธิชัย กล่าวว่า จากการพูดคุยกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าโจทย์สำคัญคือ ‘ไม่มีสถานที่บำบัด’ จึงอยากให้ กทม. เร่งจัดหาพื้นที่ สร้างอาคารบำบัด และจัดฝึกอาชีพ เพื่อให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมถามว่า หลังผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว กทม. มีมาตรการติดตามผลและแผนสนับสนุนด้านอาชีพหรือรายได้ร่วมกับสำนักพัฒนาสังคมอย่างไร เพื่อป้องกันการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำและช่วยให้ใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
.
นางสาวทวิดา ชี้แจงว่า หลังผู้เข้ารับการบำบัดกลับคืนสู่สังคม กทม. จะมีเจ้าหน้าที่จิตวิทยาคลินิก เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุข และอาสาสมัครติดตามต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี เพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ พร้อมประสานสำนักพัฒนาสังคม บ้านพิชิตใจ และศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมทั้ง 50 เขต ในการฝึกอาชีพและสนับสนุนการกลับเข้าสู่ชุมชน ซึ่งในปีงบประมาณ 2567-2568 กทม. ใช้งบประมาณปรับปรุงบ้านพิชิตใจ 18 ล้านบาท ส่วนอาคารใหม่ที่อยู่ในแผนใช้งบประมาณประมาณ 301 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับและแยกการดูแลผู้เข้ารับการบำบัดให้เหมาะสมมากขึ้น

