หน้าแรก ในประเทศ สหพันธ์เกษตรก...

สหพันธ์เกษตรกร-มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โต้อุทยาน กล่าวหา คนเผาป่า ชี้ หลายชุมชนมีศักยภาพโดดเด่นสร้างแนวกันไฟ

24.04.26 | 15:36 น.

สหพันธ์เกษตรกร-มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ โต้อุทยาน กล่าวหา คนเผาป่า ชี้ หลายชุมชนมีศักยภาพโดดเด่นด้านการสร้างระบบแนวกันไฟ-ไฟ องค์ประกอบสำคัญในระบบไร่หมุนเวียน โดยการทำแนวกันไฟถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมพื้นที่

กรณี อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชนษา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กด้วยภาพข่าวดังกล่าวพร้อมข้อความว่า สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ไม่ควรสร้างผลงานด้วยการดึงชาวบ้านให้อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลและจนท.ดังไฟป่า เป็นเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสร้างอคติให้กับประชาชน อันนี้อันตรายมาก ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนมากมายทั้งเสียชีวิตทั้งบาดเจ็บ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร งบประมาณมากมายมหาศาล กับคนกลุ่มที่ทำผิดไม่เคารพกฎหมายและกติกาซึ่งไม่ใช่ชาวบ้านทั้งหมดและรัฐก็ไม่เคยโทษชาวบ้าน แต่กลับนำมากล่าวอ้างสร้างเงื่อนไขให้เป็นความขัดแย้ง

ทั้งนี้ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) ขอชี้แจงว่า ชาวบ้านไม่เคยอยากผลักรัฐออกไปเป็นศัตรู มีแต่รัฐที่ผลักชาวบ้านเป็นศัตรูต่อผืนป่า ภาพสะท้อนชัดเจนที่สุดคือความพยายามออกประกาศห้ามเผาเด็ดขาด ปิดป่า ห้ามเข้าป่า สั่งงดการบริหารขัดการเชื้อเพลิง และการเดินหน้าจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการกล่าวอ้างว่าชาวบ้านผิดกระทำผิดกฎหมายนั้นก็ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายด้านที่ดิน-ป่าไม้ล้วนถูกเขียนโดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน อาทิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งก็ถูกผลักดันจนมีผลบังคับใช้ในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมถึงการประกาศเขตป่าก็ยังขีดเส้นเองโดยไม่เคยเปิดการมีส่วนร่วม รับฟังความเห็น จนแนวเขตทับลงไปบนบ้าน ที่ทำกิน และป่าชุมชนของชาวบ้าน ทุกตารางนิ้วทุกกิจกรรมของประชาชนก็ล้วนผิดกฎหมาย ไม่ใช่แค่การใช้ไฟเท่านั้น

โดยเราขอเสนอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เข้าใจสถานการณ์ความซับซ้อนของฝุ่นควัน-ไฟป่าเสียใหม่ ดังนี้

1. ในภาพใหญ่ของสถานการณ์ฝุ่นควัน ไฟป่าภาคเหนือมีลักษณะตัดข้ามพรมแดนกายภาพรัฐชาติ สัมพันธ์กับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในช่วงฤดูเตรียมการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจแปลงใหญ่ ปัจจัยความผกผันของปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เป็นส่วนหนึ่งจากวิกฤตสภาพอากาศโลก ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่มีพื้นที่ป่ากับชุมชนสัมพันธ์ใกล้ชิด มีเมืองใกล้ชายแดนไทย-เมียนมาหรือบริเวณแอ่งที่ราบลำพูนเชียงใหม่ รวมถึงด้านแหล่งกำเนิดฝุ่นควันสำคัญทั้งภาคอุตสาหกรรม การคมนาขนส่ง พื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าไม้ ไม่ได้ถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและได้สัดส่วน

Advertisement

2. “ฝุ่น PM.2.5” เป็นประเด็นผลกระทบด้านสุขภาพยุคใหม่ ที่เข้ามามีอิทธิพลทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น “การเผาในที่โล่ง” และ “ไฟ” กับ “ป่า” ซึ่งถูกปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมความหมายให้เป็นประเด็นหลักที่รัฐได้ใช้กฎหมาย นโยบาย มาตรการเฉพาะในการบริหารจัดการมากกว่าแหล่งกำเนิดอื่นๆ เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงในเชิงการเมืองสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับมิติปัญหาสังคม เศรษฐกิจและในเชิงนิเวศวิทยาการเมือง

3. ชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือในหลายจังหวัดดำรงวิถีชีวิตโดยมีระบบเกษตรไร่หมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญที่สัมพันธ์กับระบบการดูแลจัดการป่า ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจพื้นฐานของชุมชน และกำลังเผชิญเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงในหลายทิศทาง การปรับตัวที่แตกต่างกัน

4. ทุกชุมชนเผชิญเงื่อนไขในการปรับตัวและผลกระทบที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มกฎหมายด้านการจัดการป่าของรัฐ นโยบายที่ดิน ป่าไม้ โดยเฉพาะภายหลังปี 2557 การเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตภายในชุมชน สภาพอากาศและกระแสสิ่งแวดล้อมที่มี “PM 2.5” “ไฟป่า” “ฝุ่นควัน” ซึ่งส่งผลให้เกิดนโยบายและมาตรการของรัฐในฤดูฝุ่นควัน-ไฟป่า

5. ทุกชุมชนมีต้นทุนด้านศักยภาพการจัดการป่าควบคู่กับวิถีการจัดการ การป้องกัน การรับมือกับไฟที่ไม่พึงประสงค์ที่ผสมผสานความรู้ภายในของชุมชน ความรู้ดั้งเดิมและความรู้ เครื่องมือ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการรับมือกับฤดูไฟเพื่อป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่ป่าของชุมชน พื้นที่ไร่หมุนเวียนและที่อยู่อาศัย

6. ชุมชนเป็นผู้มีความรู้พฤติกรรมไฟป่าในพื้นที่ของตน เชี่ยวชาญเรื่องภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศประจำถิ่น ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของชีวมวลหหรือเชื้อเพลิง สามารถประเมินจุดเสี่ยงของการเกิดไฟป่า เป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเพาะกับระบบนิเวศในท้องถิ่นที่ชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่

7. หลายชุมชนมีศักยภาพโดดเด่นด้านการสร้างระบบแนวกันไฟ การจัดการเชื้อเพลิง การจัดการน้ำ การดับไฟ การวิเคราะห์พฤติกรรมไฟ จุดเสี่ยงในแต่ละฤดูและการสร้างเครือข่ายทางสังคมในการจัดการไฟ

8. โลกทัศน์ จักรวาลทัศน์และปฏิบัติการของชุมชนกะเหรี่ยงเกี่ยวกับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียนมีมิติที่เรียกว่า “cultural burning” อันความแตกต่างกับความเข้าใจหรือความหมายอย่างทั่วไปคือมักจะมองไฟอย่างเหมารวมใต้สถานการณ์ฝุ่นควัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในเชิงปฏิบัติการในระดับพื้นที่ที่มีอำนาจรัฐเป็นตัวนำ

9. ปัจจัยทางนโยบายรัฐที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะอย่างระบบไร่หมุนเวียนเป็นเงื่อนไขสำคัญและเป็นข้อจำกัดด้านการทำมาหากินและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในชุมชน กลายเป็นปัญหาที่กระทบต่อวิถีการผลิตอาหารและเศรษฐกิจครัวเรือนโดยตรง

10. ช่วงเวลาของ “มาตรการห้ามเผา” อย่างเหมารวมของแต่ละจังหวัด ส่งผลกระทบอย่างสำคัญกับกระบวนการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน และแต่และชุมชนเผชิญผลกระทบ มีลักษณะการปรับตัวแตกต่างกันไป และหลายเป็นความเสี่ยงใหม่ในระดับของการดำรงชีพ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน จะมีผลโดยตรงต่อระบบการผลิตอาหารทั้งหมดของชุมชนและจะมีผลสืบเนื่องไปยังระบบการรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าในระยะยาว

11. การใช้ไฟในไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงไม่ได้ถูกจำแนกหรือถูกบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในพื้นที่ทางนโยบาย กฎหมายหรือมาตรการห้ามเผาของแต่ละจังหวัด แต่ชุมชนต่างก็มีการต่อรอง การปรับตัว การใช้กลยุทธ์แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่เพื่อดำรงรักษาระบบทั้งในระดับพื้นที่จังหวัดและในทางสาธารณะ

12. ไฟคือองค์ประกอบสำคัญในระบบไร่หมุนเวียน โดยการทำแนวกันไฟถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมพื้นที่ อีกทั้งเป็นระบบการควบคุมไฟของไร่หมุนเวียนที่สำคัญในการช่วยอนุรักษ์ป่า กระบวนการใช้ไฟต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและมีความรู้เกี่ยวกับทิศทางลม สภาพดินฟ้าอากาศและภูมิประเทศเป็นอย่างดี ซึ่งเห็นได้จากการที่ไม่มีปัญหาไฟจากแปลงไร่หมุนเวียนที่จะลุกลามออกนอกแนวกันไฟของแต่ละแปลง

13. การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงที่รักษาระบบไร่หมุนเวียนควบคู่กับการทำงานเชิงวิชาการและการสร้างตัวตนในฐานะผู้ที่ต่อสู้รับมือกับไฟป่าคือกลยุทธ์ในเชิงสาธารณะที่พยายามจะทัดทานกับกระแสมายาคติ อคติด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาติพันธุ์ไม่ต่างจากยุคอดีต

14. การจัดการไฟป่าทั้งในและนอกแนวกันไฟของชุมชนนั้นจะมีการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอไม่ใช้แต่เพียงก่อนฤดูฝุ่นควัน ไฟป่าหรือเฉพาะบางเดือนของช่วงปีเท่านั้น แต่มีการพัฒนาความรู้เรื่องไฟป่าจากที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตของแต่ละพื้นที่ เป็นชุดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์นิเวศวิทยาของไฟป่าของป่าแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าแนวทางการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่น

15. วิธีคิดเกี่ยวกับการจัดการไฟป่าที่เหมาะสมคือการทำงานแบบทำไปปรับไปตามสถานการณ์และเมื่อได้ผลเป็นอย่างไรก็นำผลจากการประเมินนั้นมาปรับปรุงวิธีการจัดการในขั้นต่อไปภายหลัง การจัดการไฟป่าแบบบูรณาการนี้เป็นเรื่องใหม่ในหลายพื้นที่ หากส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของไฟป่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อชุมชนและสังคม

16. แนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยใช้ศักยภาพและต้นทุนของชุมชน ผสานกับการได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่างๆ จากหลากหลายหน่วยงานมาเป็นพลังในการควบคุมดูแลทรัพยากร ควบคุมการเกิดไฟในลักษณะที่ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ จะมีแนวโน้มไปสู่ผลสำเร็จในการแก้ปัญหาได้ได้มากกว่าการบังคับใช้กฎระเบียบหรือมาตรการใดในลักษณะเชิงเดี่ยว ซึ่งจะกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งที่ไม่มีใครปรารถนาและไม่เป็นผลดีต่อการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เราขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหยุดกล่าวอ้างกฎหมายและลมหายใจของประชาชนเป็นตัวประกันในการกดทับสิทธิในการใช้ไฟตามวิถีของชุมชนชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการใช้ไฟในไร่หมุนเวียน และหากต้องการแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาก็ให้แสดงเจตจำนงสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้มีสิทธิจัดการไฟ แสวงหาแนวร่วมกับชาวบ้าน มิใช่เพียงการออกมาตรการ นโยบาย และใช้กฎหมายกดปราบ รวมถึงให้ออกยืนยันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศ พ.ศ. … ที่มุ่งเอาผิดกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศ

และหยุดสร้างความเข้าใจผิดในประเด็นการจัดการเชื้อเพลิงของชาวบ้านต่อสาธารณชนโดยการสื่อสารที่ขาดความเข้าใจและใช้เพียงอคติเหมารวมการใช้ไฟของชาวบ้านเป็นการเผาป่า เพราะนั่นคือการผลักชาวบ้านให้เป็นศัตรูกับรัฐเสียเอง