จับแล้ว ขบวนการค้างาช้างแอฟริกา ของกลาง 250 กก. เกือบ 10 ล้านบ. นำเข้าจากเวียดนาม

11.05.26 | 15:50 น.

ปทส. ร่วมกรมอุทยานฯ เปิดปฏิบัติ ‘คชาฆาตปิดปลายงา’ ยึดของกลาง 250 กก. มูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส., พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยนายสดุดี พันธุ์ภักดี ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามสัญญา (CITES) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติ Operation Broken Ivory “คชาฆาตปิดปลายงา” จับเหล่าแอดมินกลุ่มลับค้างาช้างข้ามชาติ ลุยตรวจค้น 11 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ต้องหา 9 ราย พร้อมยึดงาช้างของกลางว่า 250 กก.

พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ ทองจำรูญ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.5 บก.ปทส. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส. ได้สืบสวนการลักลอบซื้อขาย ซากสัตว์ป่า งาช้างและเขี้ยวพะยูน ผิดกฎหมาย ผ่านกลุ่ม Facebook ชื่อ “เขี้ยวงา เครื่องรางจากสัตว์” เจ้าหน้าที่จึงติดต่อทำทีขอซื้องาช้างจากกลุ่มผู้ค้าหลายคน และส่งของที่ได้รับดังกล่าวไปตรวจพิสูจน์ ยืนยันว่าเป็นงาช้างสายพันธุ์แอฟริกาทั้งหมด ซึ่งจากการสืบสวนพบเครือข่ายนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปี มีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท จึงเปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายกลุ่มผู้ค้างาช้างผิดกฎหมายกลุ่มนี้

ส่วนงาช้างดังกล่าวพบว่าถูกนำเข้ามาจากประเทศแอฟริกาทางเรือมาลงที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาจะใช้วิธีติดต่อกับชาวเวียดนามที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้หางาช้างที่ต้องการให้ ก่อนจะลักลอบนำเข้าผ่านทางเรือโดยช่องทางธรรมชาติตามริมฝั่งแม่น้ำโขง

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส.นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 ราย ในพื้นที่ 7 จังหวัด สมุทรสาคร อุทัยธานี กำแพงเพชรชุมพร สงขลา ชลบุรี และจันทบุรี

Advertisement

1.น.ส.จินตนา อายุ 52 ปี  ถูกจับกุมที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
2.น.ส.ปณิตา อายุ  42 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
3.น.ส.สุดารัตน์ อายุ 50 ปี  ถูกจับกุมที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
4.นายวังศักดา อายุ 42 ปี  ถูกจับกุมที่ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี
5.นายนิพัฒน์ อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร
6.นายทวีศักดิ์ อายุ 41 ปี ถูกจับกุมที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
7.นายวรพงศ์ อายุ 51 ปี ถูกจับกุมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
8.นายอัมพร อายุ 49 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
9.นายบุญส่ง อายุ 54 ปี ถูกจับกุมที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

และตรวจค้น จำนวน 11 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร ชุมพร สงขลา ชลบุรี จันทบุรี อุทัยธานี และกำแพงเพชร ตรวจยึดของกลาง จำนวน 13 รายการ ได้แก่ 1.งาช้าง (แบบท่อน) จำนวน  140 กิโลกรัม 2.งาช้าง (แบบหั่นชิ้น) จำนวน 40 กิโลกรัม 3.สร้อยลูกประคำงาช้าง จำนวน 7 กิโลกรัม 4.สร้อยพระงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 5.ลูกประคต จำนวน 2 กิโลกรัม 6.ผงงาช้าง จำนวน 5 กิโลกรัม 7.กำไลและหัวเข็มขัด จำนวน 1 กิโลกรัม

8.งาช้างอัดเรซิ่น จำนวน 50 กิโลกรัม 9.มีดงาช้าง/มีดเขากวาง จำนวน 160 ด้าม 10.ชิ้นส่วนหางกระเบน จำนวน 2 กิโลกรัม 11.เครื่องตัด หั่น เจีย เจาะ /สว่าน/เลื่อย จำนวน 20 เครื่อง 12.ตาชั่ง จำนวน 5 เครื่อง 13.ซากเต่ากระ จำนวน 1 ตัว

มูลค่าของกลาง 1 งาช้างและชิ้นส่วนงาช้าง ประมาณ 7.5 ล้านบาท 2.มีดด้ามงาช้าง ประมาณ 2.4 ล้านบาท รวมมูลค่าของกลางทั้งหมด ประมาณ 9.9 ล้านบาท

ในชั้นจับกุมและสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะขยายผลไปยังกลุ่มคนเวียดนาม รวมถึงเส้นทางการนำเข้าว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง สำหรับงาช้างดังกล่าวพบว่าเมื่อนำเข้าจะถูกแปรรูปเป็นมีด ลูกประคำ และพระพุทธรูป ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะเป็นคนไทยที่มีความเชื่อว่างาช้างเป็นวัตถุมงคล

นายนฤพนธ์ระบุด้วยว่า ตามกฎหมายการครอบครองงาช้าง ในประเทศไทยยังไม่เคยออกใบอนุญาตให้ครอบครองงาช้างแอฟริกา ซึ่งผลการจับกุมในครั้งนี้จะมีการรายงานส่งไปยังไซเตสที่เจนีวา เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยมีความเข้มงวดกวดขันในการกวาดล้างการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 โดยอนุญาตให้ครอบครองและซื้อขายเฉพาะ “งาช้างบ้าน” ที่ได้มาอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น สำหรับของกลางเหล่านี้จะมีการเก็บรักษาดูแลอยู่ที่กรมอุทยานฯจนกว่าคดีจะสิ้นสุด และหลังจากนั้นจะมีการทำลายงาช้างต่อไป