นักวิชาการชี้ ต้นฤดูฝนอากาศผันผวนสูง แต่ปลายฤดูภาวะเอลนีโญทำฝนทิ้งช่วงยาวนานเสี่ยงภัยแล้ง
วันที่ 14 พฤษภาคม นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยถึงสาเหตุที่หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตก และหลายพื้นที่ตกหนัก ทั้งที่เวลานี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะของเอลนีโญ คือ อากาศร้อนและมีฝนแล้งว่า เกิดจากปัจจัยหลักคือ “การเปลี่ยนผ่านฤดูกาลและปัจจัยความร้อนในท้องถิ่น” ดังนี้
1.ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล (Transition Period) แม้จะเป็นสภาวะเอลนีโญ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนเข้าสู่ต้นฤดูฝน ทำให้สภาพอากาศผันผวนสูง เมื่อความร้อนจัดจากสภาวะเอลนีโญมาปะทะกับความชื้นสูงที่ลมตะวันตกเฉียงใต้พัดหอบพาความชื้นและไอน้ำมาจากทะเลและมีอากาศเย็นบางส่วนมาจากประเทศจีนจึงก่อให้เกิดเมฆฝนและเกิดพายุฤดูร้อนซึ่งกระตุ้นให้เกิดฝนตกหนักในบริเวณเฉพาะจุดแบบฉับพลัน โดยฝนที่ตกในลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าปรากฎการณ์เอลนีโญสิ้นสุดลง
2.หย่อมความร้อน (Heat Low)และการปะทะของมวลอากาศ โดยสภาพอากาศก่อนหน้านี้ร้อนจัดมากจนเกิดเป็นหย่อมความร้อนสะสมบนแผ่นดิน เมื่อมีกระแสลมพัดนำพาความชื้นจากทะเลเข้ามาปะทะจึงเกิดความไม่เสถียรขึ้นในชั้นบรรยากาศอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองแบบฉับพัลหรือ Rain Bomb เฉพาะแห่ง
3.การเริ่มต้นของลมมรสุมตะวันตะวันตกเฉียงใต้โดยช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการลมมรสุมจะเริ่มก่อตัวขึ้นและได้พัดพาเอาไอน้ำมหาศาลจากมหาสมุทรอินเดียเข้ามาปกคลุม จึงทำให้เกิดฝนตกชุกตามฤดูกาลที่สอดแทรกเข้ามา
นายสนธิ กล่าวว่า แม้จะมีฝนตกแต่สภาวะเอลนีโญยังส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนรวมในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง
“สภาวะเอลนีโญไม่ได้หมายความว่าฝนจะไม่ตกเลยตลอดทั้งปี แต่การเกิดเอลนีโญนี้จะส่งผลให้ภาพรวมของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีน้อยกว่าปกติหรือเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าเดิมในบางช่วง รวมทั้งทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่อาจเกิดพายุฝนในระยะสั้นและมีฝนตกได้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นไปตามกลไกปกติของฤดูมรสุม”นายสนธิ กล่าว

