คนขับรถไฟ อ้างเสพก่อนขับ 10 วัน เช็กประวัติมีคดี ตร.เรียกช่างเครื่องให้ปากคำ ปมไม่พบพขร.ประจำที่

18.05.26 | 15:42 น.

ประวัติชัดเจน คนขับรถไฟ เคยมีคดีเสพยา เจ้าตัวอ้าง เสพก่อนมาขับ 10 วัน ตร.เรียกช่างเครื่องให้ปากคำ หลังเช็กกล้องแล้วไม่เห็น พขร.ประจำที่

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ สน.มักกะสัน พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนของคดีรถไฟชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 30 ราย ในพื้นที่ สน.มักกะสัน เพื่อติดตามความคืบหน้าสำนวนคดี

พล.ต.ต.วรศักดิ์เปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า แจ้งข้อกล่าวหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งคนขับรถไฟ, พนักงานควบคุมไม้กั้น และคนขับรถเมล์ สาย 206 ที่เกิดเหตุแล้ว โดยนำตัวทั้งคนขับรถไฟและพนักงานควบคุมไม้กั้นไปฝากขังที่ศาลอาญา ซึ่งพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว ส่วนคนขับรถเมล์ เนื่องจากยังมีอาการบาดเจ็บและพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตำรวจจึงได้ขออายัดตัวไว้ และหากอาการดีขึ้นสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ก็จะคุมตัวไปฝากขังทันที

ส่วนกรณีที่ตรวจพบสารเสพยาเสพติดกับคนขับรถไฟนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อหาเสพยาเสพติดกับคนขับรถไฟ เนื่องจากยังรอเอกสารทางการแพทย์จากโรงพยาบาลส่งมาให้กับพนักงานสอบสวนก่อน หลังจากนั้นก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ส่วนข้อหาอื่น เช่น พ.ร.บ.การเดินรถทางราง พ.ร.บ.การจราจรทางบก ก็จะไปพิจารณาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ จากการสอบปากคําพบว่า พนักงานขับรถไฟและพนักงานควบคุมเครื่องกั้นรถไฟ ยังให้การไม่ตรงกันในบางประการ จึงต้องหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยพนักงานควบคุมเครื่องกั้นยืนยันว่ามีการโบกธงให้สัญญาณแล้ว ขณะที่คนขับรถไฟให้การว่าพนักงานควบคุมเครื่องกั้นไม่ได้ให้สัญญาณ

เบื้องต้นทีมสืบสวนลงพื้นที่เก็บรวบรวมหลักฐานกล้องวงจรปิดตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดเกิดเหตุ โดยตั้งประเด็นไว้ว่า การผ่านแต่ละจุดตัดเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องกั้นรถไฟมีการโบกธงถูกต้องและครบทุกขั้นตอนการปฏิบัติหรือไม่ อาทิ การให้อาณัติสัญญาณ, การให้สัญญาณธง และการติดต่อผ่านวิทยุสื่อสาร ตลอดจนความเร็วขณะผ่านแยกหรือจุดตัดว่าใช้ความเร็วคงที่หรือไม่ และก่อนหน้าที่จะมาถึงจุดเกิดเหตุมีการลดความเร็วหรือไม่

Advertisement

เบื้องต้น เรียกช่างเครื่องหรือผู้ช่วยคนขับรถไฟมาสอบปากคําแล้ว โดยจะเน้นเรื่องหน้าที่ในการปฏิบัติ ทั้งนี้ ยังได้ประสานไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเจ้าหน้าที่ที่รู้เกี่ยวกับเรื่องการเดินรถทั้งหมดมาสอบด้วยว่า ขั้นตอนของการผ่านจุดตัดแต่ละคนมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ซึ่งตอนนี้คณะทำงานได้ส่งหนังสือไปที่ผู้ว่าการการรถไฟฯเพื่อขอเข้าไปจำลองเหตุการณ์ เพื่อดูมุมมองการขับรถไฟว่ามองเห็นสัญญาณไฟชัดเจนมากน้อยเพียงใด โดยคาดว่าอย่างเร็วสุดคือภายในวันพรุ่งนี้

ก่อนจะเรียกผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลและขอเอกสารจากกล่องดำ พร้อมทั้งเรียกนิติกรของการรถไฟมาสอบถามว่าใช้ระเบียบ หรือมาตรฐานอะไรในการออกระเบียบการเดินรถ เพื่อพิจารณาว่าประมาทเล็งเห็นผลแค่ไหน และได้ทำตามขั้นตอนของการรถไฟครบถ้วนหรือไม่ ถ้ามีหน้าที่แล้วไม่ทำตามหน้าที่หรือไม่ และการอนุญาตให้บุคคลขับรถไฟเนื่องจากพนักงานคนขับรถไฟไม่มีใบอนุญาต เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่มีการออกใบอนุญาต และเพิ่งจะมีบังคับใช้เมื่อปี 2569 ตํารวจจึงต้องสอบสวนจนสิ้นข้อสงสัยว่าก่อนหน้านี้ที่ไม่มีใบอนุญาตใช้มาตรฐานอะไรในการควบคุมคนพนักงานขับรถไฟ

ในส่วนของพนักงานขับรถไฟที่มีสารเสพติดในร่างกายนั้น พล.ต.ต.วรศักดิ์ยืนยันว่า เป็นความจริง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเสพยาจริง และอ้างว่าเสพมาก่อนขับประมาณ 10 วัน ซึ่งทางตํารวจยังไม่ปักใจเชื่อ ต้องว่ากันตามพยานหลักฐาน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดีเสพยาเสพติดเมื่อปี 2562 ในพื้นที่ สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และยังมีข้อมูลอีกว่า คนขับรถไฟมักจะเสพยาเป็นประจำ

แนวทางการสืบสวนพบว่า ตรวจสอบกล้องวงจรบางตัวที่จับภาพขณะรถไฟเคลื่อนตัวอยู่ในวันเกิดเหตุนั้น ก่อนที่จะเกิดเหตุมีกล้องบางตัวจับภาพบริเวณห้องคนขับรถไฟไว้ได้ ปรากฎว่าบริเวณห้องคนขับรถไฟ ไม่พบตัวนายสยมพร คนขับรถไฟ นั่งขับอยู่บริเวณจุดควบคุมรถไฟ และในกล้องเห็นเพียงช่างเครื่องอยู่เท่านั้น

ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียด โดยมีการเรียกตัวช่างเครื่อง หรือผู้ช่วยคนขับรถไฟ ซึ่งเป็นพนักงานบัดดี้ที่มาขบวนเดียวกับนายสยมพรเข้ามาสอบปาก เพื่อต้องการทราบลักษณะหน้าที่การทำงานของช่างเครื่อง และในขณะก่อนเกิดเหตุ คนขับรถไฟไม่อยู่จริงหรือไม่แล้วไปอยู่จุดใด รวมถึงประเด็นสำคัญอื่นๆที่เกี่ยวข้อง