หน้าแรก ในประเทศ ลดเสี่ยงจุดตั...

ลดเสี่ยงจุดตัดรถไฟ นักวิชาการมธ.แนะ ต้องเร่งทบทวนเชิงระบบ เชื่อมข้อมูลจราจร ลดการตัดสินใจมนุษย์

19.05.26 | 12:23 น.

ลดเสี่ยงจุดตัดรถไฟ นักวิชาการมธ.แนะ ต้องเร่งทบทวนเชิงระบบ เชื่อมข้อมูลจราจร ลดการตัดสินใจมนุษย์

ดร.ภานุเดช ชุ่มเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก–ดินแดง นอกจากประเด็นด้านวินัยจราจรหรือการตัดสินใจในระดับบุคคลแล้ว สิ่งที่สังคมควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจังคือแนวทางลดความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่จุดตัดระหว่างระบบถนนและระบบราง เป็นพื้นที่มีความซับซ้อน มีโอกาสเกิดความขัดแย้งของการจราจรอยู่ตลอดเวลาหากพิจารณาในมุมของระบบถนน ถนนจะพยายามระบายรถให้เคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหารถสะสมบริเวณทางแยก ขณะที่ในมุมของระบบราง รถไฟจำเป็นต้องรักษาแนวรางให้ปลอดจากสิ่งกีดขวางและสามารถเดินรถได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น จุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟจึงเป็นพื้นที่ที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทั้งสองระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับสภาพการจราจรเปลี่ยนแปลงไป

“ขบวนรถไฟมีระยะเบรกสูงและไม่สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เหมือนรถยนต์ ดังนั้นแม้ผู้ควบคุมขบวนจะมองเห็นสิ่งกีดขวางด้านหน้า ก็อาจไม่สามารถหยุดรถได้ทันในบางสถานการณ์ หลายประเทศจึงไม่ได้พึ่งเพียงป้ายเตือนหรือการเพิ่มความระมัดระวังของผู้ใช้ถนนเท่านั้น แต่พยายามออกแบบและบริหารจัดการจุดตัด เพื่อลดโอกาสการเกิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” ดร.ภานุเดช กล่าว

ดร.ภานุเดช กล่าวว่า การปรับปรุงการบริหารจัดการบริเวณจุดตัดจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเป็นปัจจุบันร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านระบบราง ระบบถนน และการจราจร เนื่องจากบริบทของเมืองเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งจำนวนประชากร กิจกรรมการใช้พื้นที่ สิ่งปลูกสร้าง ปริมาณการจราจร รวมถึงรูปแบบของทางแยกและโครงข่ายถนนโดยรอบ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการออกแบบและปรับปรุงการควบคุมสัญญาณไฟจราจร การระบายรถ และการประเมินความเสี่ยงบริเวณจุดตัด เพื่อให้การบริหารจัดการสามารถสอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น

“หากบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม เราจะลดโอกาสการเกิดปัญหารถค้างบริเวณจุดตัดทางรถไฟ หรือกรณีสัญญาณจราจรยังปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่ แม้ว่าด้านหน้าจะเริ่มเกิดการสะสมของปริมาณรถแล้วได้ เชื่อว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่มีใครต้องการจอดค้างบนรางรถไฟ เนื่องจากทุกคนต่างทราบถึงความเสี่ยงของอุบัติเหตุ ดังนั้นระบบจราจรควรสามารถตอบสนองต่อสภาพการจราจรเปลี่ยนแปลงได้อย่างสอดคล้อง เช่น เมื่อพื้นที่หลังจุดตัดเริ่มเต็ม ระบบสัญญาณก็ควรช่วยชะลอหรือจำกัดการปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่เพิ่มเติม” ดร.ภานุเดช กล่าว

Advertisement

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หากสามารถพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานในลักษณะ Real-time ได้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงบริเวณจุดตัดได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลด้านสัญญาณจราจร สถานะการจราจร และข้อมูลเตือนความเสี่ยงต่างๆ ในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบถนนและระบบรางร่วมกัน

“ปัจจุบัน ความปลอดภัยบริเวณจุดตัดหลายแห่งยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ขับขี่ภายในระยะเวลาสั้นๆ ย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแต่ละส่วนทำงานได้ดีแยกจากกัน แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในมุมของวิศวกรรมความปลอดภัย ระบบที่ดีต้องออกแบบภายใต้การยอมรับว่า ความผิดพลาดของมนุษย์มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และควรมีมาตรการหรือกลไกช่วยลดโอกาสความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง” ดร.ภานุเดช กล่าว

นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มนำเทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวาง กล้องอัจฉริยะ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบริเวณจุดตัดมากขึ้น ในอนาคตประเทศไทยอาจพิจารณาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลด้านการจราจรและจุดเสี่ยงสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ทั้งหน่วยงานและประชาชนสามารถติดตามสภาพการจราจรหรือความเสี่ยงในพื้นที่ได้มากขึ้น คล้ายกับข้อมูลแสดงบนแอปพลิเคชันนำทางต่างๆ

“การระบุความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องยังเป็นสิ่งสำคัญตามกระบวนการ แต่การถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุที่ดี ไม่ควรจบเพียงการชี้ความผิดของบุคคลเท่านั้น ควรนำไปสู่การกลับมาตรวจสอบและอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ เพื่อยับยั้งป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำอีกในอนาคต” ดร.ภานุเดช กล่าว

ดร.ภานุเดช กล่าวว่า การลดจำนวนขบวนรถไฟเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเมือง อาจช่วยลดความถี่ของความขัดแย้งบริเวณจุดตัดในระยะสั้นได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวควรพิจารณาผลกระทบต่อผู้โดยสารและประสิทธิภาพของโครงข่ายระบบรางโดยรวมควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาระการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลต่อเวลาเดินทางและความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ ฉะนั้นในระยะยาว การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งไปที่การลดความเสี่ยงของจุดตัดและการพัฒนาการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างระบบถนนและระบบราง มากกว่าการลดศักยภาพของระบบขนส่งทางรางเข้าสู่เมือง