ตร.อุบผลสอบ ช่างเครื่อง หวั่นมีผลต่อคดีรถไฟชนรถเมล์ พ่อเหยื่อโวยองค์กรบกพร่อง ทำลูกชายตาย

19.05.26 | 14:02 น.

ตร.เร่งสอบปากคำผู้บาดเจ็บ รถไฟชนรถเมล์ ขอสงวนผลสอบ ‘ช่างเครื่อง’ หวั่นมีผลต่อรูปคดี-เตรียมคำให้การ ญาติผู้ตายรอฟังเหตุผลคนขับรถเมล์จอดคร่อมราง พ่อเหยื่ออีกรายลั่น องค์กรบกพร่อง ทำลูกชายตาย ทั้งที่มีอนาคตไกล

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.สมศักดิ์ เอี่ยมอิ่ม รอง ผกน.1 พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผกก.สน.มักกะสัน และพนักงานสืบสวน สน.มักกะสัน ได้ร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในคดี รถไฟชนรถปรับอากาศ

เวลา 10.10 น. พ.ต.อ.กัมพลให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า งานสอบสวนวันนี้จะดำเนินการสอบปากคำผู้บาดเจ็บที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วเพิ่มเติม ซึ่งจากทั้งหมด 14 ราย เมื่อวานนี้สอบไปแล้ว 2 ราย คงเหลือ 12 ราย โดยในวันนี้จะสอบปากคำเพิ่มอีก 9 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด ส่วนอีก 3 รายที่เป็นชาวต่างชาติจะติดตามตัวมาสอบสวนให้ครบถ้วน

ขณะที่ผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจะประสานงานเพื่อเข้าสอบปากคำต่อไป สำหรับญาติผู้เสียชีวิตวันนี้จะเดินทางมาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ราย แบ่งเป็น ช่วงเช้า 1 ราย และเดินทางมาจากต่างจังหวัดอีก 3 ราย ล่าสุดหมอนิติเวชและผู้กำกับ สน.มักกะสัน ได้ยืนยันผลพิสูจน์ทราบตัวบุคคลของผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย รวมเป็น 7 รายแล้ว

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันจะมีพนักงานรักษารถของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อีก 1 ท่าน เดินทางมาให้การเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ด้วย ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้บาดเจ็บนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงานรวบรวมข้อมูลทุกด้าน

Advertisement

​ในส่วนกล้องวงจรปิดที่มีกระแสข่าวว่าไม่เห็นผู้ขับขี่หรือช่างเครื่องบนรถไฟนั้น ตำรวจยังไม่ได้ให้การยืนยัน เนื่องจากฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างเก็บข้อมูลจากกล้องวงจรปิดทั้งหมด 3 ป้อม ซึ่งมีกล้องป้อมละ 8 ตัว รวม 24 ตัว เบื้องต้นพบว่ามีกล้องบางตัวในบางมุมไม่ทำงาน วันนี้จึงจะมีการเก็บกู้ข้อมูลเพื่อขยายระยะเวลาในการบันทึกภาพเพิ่มขึ้น เพื่อนำภาพทั้งหมดมาวิเคราะห์พฤติกรรมย้อนหลังของทั้งคนขับรถไฟบรรทุกคอนเทนเนอร์และเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมไม้กั้นในแต่ละแยกว่าที่ผ่านมามีหลักการปฏิบัติงานอย่างไร โดยฝ่ายสืบสวนจะเร่งสรุปรายงานส่งให้ฝ่ายสอบสวนภายใน 2 วันนี้

ขณะที่ประเด็นการสอบปากคำช่างเครื่องเมื่อวานนี้ รวมถึงคำให้การว่าจะสอดคล้องกับคนขับรถไฟหรือไม่ และตำแหน่งขณะเกิดเหตุอยู่ในห้องขับหรือไม่นั้น ตำรวจขอสงวนรายละเอียดไว้ก่อน เนื่องจากมีผลต่อรูปคดี และป้องกันไม่ให้มีการเตรียมคำให้การ เพราะยังต้องรอสอบองค์ประกอบการปฏิบัติหน้าที่และเทียบเคียงกับระเบียบปฏิบัติมาตรฐานของการรถไฟฯ ควบคู่กับการสอบปากคำผู้เชี่ยวชาญด้านรถไฟในวันนี้ ส่วนการตรวจร่างกายหาสารเสพติดของช่างเครื่องได้ทำการเจาะเลือดตรวจแล้ว แต่ผลตรวจยังไม่ส่งกลับมา

ต่อมาเวลา 10.50 น. ญาติของป้าเอี้ยง หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ เดินทางมาขอรับเอกสารจากพนักงานสอบสวนเพื่อไปยื่นรับศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ ก่อนเผยว่า เรื่องเงินเยียวยาตนไม่ได้ทราบจำนวน แต่รู้สึกติดใจการรถไฟฯเป็นอย่างมากที่เอาแต่ตอบโต้เรื่องการจัดการคนของตนเอง แต่ไม่เคยพูดเรื่องของมาตรการช่วยเหลือหรือแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งติดใจว่าทำไมคนขับรถเมล์ไปจอดคร่อมรางรถไฟแบบนั้น ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่าขณะนั้นติดขัดหรือมีเหตุผลอะไรที่จะทำเช่นนั้น

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนขอให้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในอดีตก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง จนรู้สึกแปลกใจที่ทำไมยังเกิดขึ้นอีก จะต้องถอดบทเรียนไปอีกกี่ครั้ง ซึ่งตนไม่อยากได้เงินเยียวยา เพราะป้าเอี้ยงถือเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว ตอนนี้ยังไม่มีใครทำใจรับได้

เวลา 12.30 น. นายสันติ พ่อของนายธนัฐพิพัฒน์ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อขอเอกสารไปยื่นขอรับร่างลูกชายกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดคลองหนึ่ง จ.ปทุมธานี ก่อนจะเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุลูกชายกำลังเดินทางไปหาเพื่อนแถวแยกพัฒนาการ ซึ่งเหลือระยะทางก่อนถึงจุดหมายอีกเพียงแค่ 3 ป้ายรถเมล์เท่านั้น แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงก่อน ครอบครัวมั่นใจว่าเป็นลูกชายตั้งแต่ช่วงแรกเนื่องจากมีระบบแทร็กกิงตำแหน่ง (Tracking) ระหว่างเพื่อนกับลูกชาย และพบว่าสัญญาณหายไปในไทม์ไลน์ที่ใกล้เคียงกับเวลาเกิดเหตุพอดี

นายสันติกล่าวต่อว่า การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะควรจะเป็นระบบที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นเลย ลูกชายอายุยังน้อย ปีหน้าก็จะเรียนจบแล้ว และเขามีความตั้งใจในอนาคตที่อยากจะเป็นโปรแกรมเมอร์พัฒนาแอพพลิเคชั่น ซึ่งเขายังสามารถไปได้อีกไกลในอนาคต อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องระดับองค์กร ทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ รฟท. ส่วนพนักงานขับรถก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของลูกจ้างในองค์กร ดังนั้น ตัวองค์กรเองต้องรับผิดชอบระบบและดูแลพนักงานของตนเองให้ดี ไม่ใช่พอเกิดเหตุขึ้นแล้วก็โยนความผิดไปให้ตัวพนักงานว่าพนักงานมีปัญหา แล้วองค์กรปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมเยียวยา หรือปล่อยให้ผู้เสียหายต้องไปดิ้นรนฟ้องร้องเอากับพนักงานขับรถหรือผู้เกี่ยวข้องเอง ซึ่งเรื่องนี้องค์กรต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง