ขยายผลจากเหตุไฟไหม้รถแบตลิเธียมบางปะกง ทลาย ‘โรงงานเถื่อน’ กลางสมุทรสาครลักลอบประกอบกิจการของเสียอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาตยึดของกลางเกือบ 100 ลูกบาศก์เมตร รวบกรรมการบริษัท 1 ราย
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกันจับกุม น.ส.ชญภัค ฯ อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการของนิติบุคคลผู้ครอบครองพื้นที่เป้าหมาย โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม 1.พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 ฐาน ตั้งโรงงาน และประกอบกิจการโรงงานโดยมิได้รับอนุญาต 2.พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมิได้รับอนุญาต
พร้อมตรวจยึดของกลาง 1. กองเศษของเสียอิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 9.8 ลูกบาศก์เมตร 2. กองกากตะกอน ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร 3. เศษของเสียอิเล็กทรอนิกส์บรรจุในถุงบิ๊กแบ็ค ประมาณ 21 ลูกบาศก์เมตร 4. กองแผ่นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ประมาณ 2.24 ลูกบาศก์เมตร 5. กองแผ่นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ประมาณ 7.44 ลูกบาศก์เมตร

โดยจับกุมได้ที่ โรงงานตั้งอยู่บริเวณ หมู่ 6 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้รถบรรทุกหกล้อที่ขนแบตเตอรี่ลิเธียม บริเวณถนนเทพรัตน์ (บางนา–ตราด) หลักกิโลเมตรที่ 40 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา สร้างความสนใจและความกังวลให้แก่สังคมเกี่ยวกับการจัดการของเสียอันตรายที่ไม่ถูกต้อง
ภายหลังเกิดเหตุ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้สั่งการให้ บก.ปทส. เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ตรวจสอบเส้นทางการขนส่ง ที่มาของของเสียอันตราย และเครือข่ายผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยให้ติดตามขยายผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกวาดล้างการลักลอบประกอบกิจการเกี่ยวกับของเสียอันตรายในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ
จากการสืบสวนสอบปากคำผู้ขับขี่และผู้รับงานขนส่ง ตลอดจนตรวจสอบภาพถ่ายและพิกัดสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้เบาะแสและข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่ต้องสงสัยว่า มีการลักลอบประกอบกิจการคัดแยก รวบรวม และจัดเก็บของเสียอันตรายในเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้รับอนุญาต ในเขตตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.ปทส. จึงได้ทำการสืบสวนหาข่าว รวบรวมพยานหลักฐาน และประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว ได้นำ หมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 292/2569 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย พร้อมด้วยอาคารและสิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณ
ผลการตรวจค้น
แม้จะยังไม่พบวัตถุพยานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุเพลิงไหม้รถบรรทุกในเบื้องต้น แต่ได้พบการประกอบกิจการคัดแยก รวบรวม และจัดเก็บของเสียอันตรายในเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจัดเป็นการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ในส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยของกลางที่ตรวจพบเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ขณะตรวจค้น พบ ผู้ต้องหาหญิงไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการของนิติบุคคลผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าว ทำหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบกิจการในส่วนที่กระทำผิด เป็นความผิดซึ่งหน้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ปฏิเสธไม่ทราบเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียม ที่ปรากฎตามข่าวแต่อย่างใด

เตือนภัยประชาชนและผู้ประกอบการของเสียอันตราย เช่น ซากแบตเตอรี่ลิเธียม ของเสียอิเล็กทรอนิกส์ กากตะกอน และแผ่นโซลาร์เซลล์เสื่อมสภาพ จัดเป็น “วัตถุอันตราย” ตามกฎหมาย ที่ต้องบริหารจัดการอย่างถูกวิธี เนื่องจากมีสารโลหะหนักและสารเคมีอันตราย หากปล่อยทิ้งหรือคัดแยกอย่างไม่ถูกต้อง อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดิน ดิน และอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้และระเบิดดังเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมาการประกอบกิจการรับซื้อ คัดแยก รวบรวม ครอบครอง บดย่อย หรือรีไซเคิลของเสียอันตราย ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานในประเภทที่ถูกต้องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และต้องได้รับอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายตามกฎหมาย ทั้งนี้ แม้ผู้ประกอบการจะมีใบอนุญาตในกิจการบางประเภทอยู่แล้ว แต่หากดำเนินการนอกเหนือขอบเขตที่ได้รับอนุญาต ก็ถือเป็นการกระทำความผิดเช่นกัน มีโทษทั้งจำคุกและปรับตามที่กฎหมายกำหนดสอบถามคำให้การ



