สอบปากคำคนขับรถเมล์แล้ว ตร.ยัน คนขับรถไฟ อยู่ในห้องควบคุม ชำนาญเส้นทาง-ไม้กั้นทำงานได้ปกติ

19.05.26 | 20:16 น.

รองผบก.น.1 เผย สอบปากคำพยานเพิ่มอีก 28 ปาก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินรถไฟ 4ราย ให้การในสาระสำคัญของคดี และยืนยันว่า คนขับรถไฟ มีความชำนาญ เส้นทางที่เกิดเหตุ ขับมาแล้วในเส้นทางนี้ 58 เที่ยว ส่วนช่างเครื่อง เพิ่งทำงานได้14วัน ระบบไม้กั้นทำงานปกติ พร้อมตรวจสอบวงจรปิดเพิ่ม ยืนยันชัด ‘คนขับรถไฟ-ช่างเครื่อง’ ไม่ได้หายไปไหนอยู่บริเวณห้องควบคุมหัวรถก่อนเกินเหตุ ไม่ไกล และขณะเกิดเหตุ เตรียมจำลองเหตุการณ์ 14.00 น.พรุ่งนี้

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดี ในการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีเหตุรถไฟชนรถเมล์ บริเวณถนนอโศก – ดินแดง ใกล้กับ สถานีรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ว่าพนักงานสืบสวนสอบสวน สอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องไปเพิ่มอีก 28 ปาก แบ่งเป็น ผู้บาดเจ็บที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว 9 ปาก สอบภายในโรงพยาบาลอีก 10 ราย จากผู้บาดเจ็บทั้งหมด 16 ราย รักษาตัวอยู่6ราย โดยยังมีอาการโคม่า 4 ราย กลับบ้านแล้ว 1 ราย และอีก 1 รายจะเดินทางมาให้ปากคำวันพรุ่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปสอบประเด็นการเดินทาง และภาพรวมของเหตุการณ์ในวันที่เกิดเหตุรวมไปถึงอาการบาดเจ็บว่ามากน้อยแค่ไหน ส่วนอีก 4 รายคือ ญาติผู้เสียชีวิต

ส่วนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลผู้เสียชีวิตสามารถพิสูจน์ได้แล้ว 7 ราย ยืนยันบุคคลได้แล้ว 6 ราย อีก 1 ราย อยู่ระหว่างการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของพ่อที่ จ.เชียงใหม่แล้วส่งผลดีเอ็นเอส่งกลับมาเพื่อตรวจยืนยันกับนิติเวช รพ.ตำรวจอีกครั้งนึง ส่วนอีก 1 รายยังไม่ทราบที่แน่ชัดว่าเป็นใคร

รวมถึงสอบพนักงานรักษารถไฟ คนที่ทำหน้าที่ดูแลตู้สินค้า โดยจะนั่งอยู่ด้านท้ายหลังโบกี้ จากการสอบปากคำให้การว่าตัวเขานั่งอยู่ นั่งมาเรื่อยๆแล้วรู้ตัวอีกทีรถไฟก็ชนเลย จากนั้นพอเห็นไฟลุกก็ไปช่วนดับไฟ แต่ไม่ได้บอกว่า ความเร็วประมาณเท่าไหร่ที่นั่งมา เพราะเป็นรายละเอียดทางคดี

Advertisement

รวมถึงยังมีการสอบผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินรถไฟ 4 ราย คือ
1.สารวัตรงานหัวรถจักรบางซื่อ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญขาคนขับรถไฟและช่างเครื่อง จากการสอบปากคำ ทำให้ทราบว่า ประสบการณ์คนขับรถไฟนั้น หัวหน้างานยืนยันว่า มีประสบการณ์ในการขับรถไฟเส้นทางที่เกิดเหตุเป็นอย่างดี และขับเส้นทางนี้มาแล้ว 58 ครั้ง ตั้งแต่เริ่มทำงานตั้งแต่ ปี 2566 -2569 รวม 3 ปี ถือว่ามีความชำนาญในการเดินรถเส้นนี้พอสมควร /ส่วนช่างเครื่อง มาทำงานได้ 14 วัน และขึ้นขบวนเป็นครั้งที่ 2

2.หัวหน้าแผนกทางเทคนิคด้านการลากเลื่อน ซึ่งให้การสอดคล้องกันกับสารวัตรงานหัวรถจักรบางซื่อ

3.เจ้าหน้าที่กองเดินรถ ฝ่ายปฏิบัติงาน จากการสอบปากคำทำให้ได้สาระสำคัญทางคดี พอสมควร แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

4.เจ้าหน้าที่อาณัตสัญญาน ซึ่งจากการสอบปากคำยืนยันว่า คาน สัญญานไฟยังใช้งานได้ สัญญาณเสียงใช้งานได้ เท่ากับว่า อุปกรณ์ไม่ได้มีความขัดข้อง

และฝ่ายสืบสวนยังได้เก็บกล้องวงจรปิดจาก 3 ซุ้ม หรือ 3 ป้อม และมีการเก็บกล้องเพิ่มเติมซึ่งบริเวณนั้นทั้งของการรถไฟและก็ของตำรวจ รวมไปถึงกล้องอื่นๆจากเดิม 3 ซุ้ม เป็น 5 ซุ้ม ทำให้สิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่า คนขับรถไฟและช่างเครื่องอยู่ภายในห้องควบคุมก่อนเกิดเหตุจริง โดยพบ “ภาพจากบริเวณซุ้มพระราม 9 ตัดถนนเพชรอุทัย ต่อเนื่องซุ้มอโศก-ดินแดง จนถึงก่อนจุดเกิดเหตุ ทั้งคู่ยังอยู่ในห้องควบคุมตลอดและเห็นปฏิบัติหน้าที่อยู่หัวรถ ทั้งขณะก่อนเกิดเหตุไม่ไกลมาก และขณะเกิดเหตุ ก็ปฏิบัติหน้าที่อยู่ไม่ได้หายไปไหน”

ส่วนของการจำลองสถานการณ์เพื่อมาประกอบคำให้การว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้เวลา 14.00 น.โดยฝ่ายสืบสวน จะมีการขึ้นรถไฟเพื่อดูสภาพเส้นทางจริง และสัญญาณการโบกธง สัญญานต่างๆในจุดเกิดเหตุ

ขณะที่ มาตรการด้านการจราจร วันนี้กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จัดกำลังอำนวยความสะดวกทุกจุดตัดทางรถไฟ พร้อมจับกุมผู้ฝ่าฝืนได้ 32 ราย ปรับแล้ว 5 ราย รายละ 500 บาท ที่เหลืออยู่ระหว่างออกใบสั่ง ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นได้ประสานข้อมูลร่วมกับฝ่ายสืบสวนแล้ว

พ.ต.อ.กัมพล ยังบอกด้วยว่า ขณะนี้ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำคนขับรถเมล์ไปแล้ว แต่ตำรวจยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสำนวน รวมถึงไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเพราะเหตุคนขับรถเมล์ถึงไปจอดคร่อมรางรถไฟ เพราะเกรงกระทบต่อรูปคดี ซึ่งหลังอาการดีขึ้นจะนำตัวส่งศาลตามขั้นตอนกฎหมาย

ส่วนประเด็นสารเสพติดของคนขับรถไฟทางตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลว่าแหล่งที่มามาจากที่ใด ขณะที่ผลตรวจของช่างเครื่องไม่พบสารเสพติดหลังส่งตรวจเมื่อวานนี้

กรณีจะมีการขยายผลไปถึงความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาในการกำกับดูแลพนักงานหรือไม่ พ.ต.อ.กัมพล ยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ แต่ต้องรอให้ขั้นตอนการสอบสวนเสร็จสิ้นก่อน และจะเร่งดำเนินการในเรื่องของสำนวนคดีให้เร็วที่สุด แต่ทุกอย่างต้องรอบคอบและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย