ชุดสืบสวนจ่อขึ้นรถไฟเก็บพยานหลักฐานอีกรอบ พิจารณาเรื่องน้ำหนักรถไฟ รู้ตัวคนจอดคร่อมรางรถไฟแล้ว 3 คัน เตรียมเรียกคนขับรถไฟมาแจ้งข้อหาเสพยาเสพติด ขณะที่ญาติไปเชิญวิญญาณน้องแอล คาดช่วงบ่ายรับศพกลับบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 พฤษภาคม ที่ สน.มักกะสัน พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบช.น. พร้อม พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผกก.สน.มักกะสัน คณะพนักงานสอบสวน บก.น.1 และพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน
ประชุมติดตามคดีดังกล่าว หลังจากที่เมื่อวานนี้ชุดสืบสวนสอบสวนคดีอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนรถประจำทางปรับอากาศ สาย 206 ได้ไปขึ้นรถไฟทดสอบเหตุการณ์เสมือนจริง สังเกตการณ์อยู่ห้องคนขับบนขบวนรถไฟ
พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผบก.น.1 เปิดเผยหลังประชุมคดี อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์เกือบ 3 ชั่วโมงว่า การขึ้นไปจำลองเหตุการณ์บนรถไฟของฝ่ายสืบสวนเมื่อวานนี้ เพื่อดูเรื่องสภาพแวดล้อมว่า เห็นสัญญาณธงสัญญาณไฟในระยะกี่เมตร จากการตรวจสอบด้วยตาเปล่า ฝ่ายสืบสวนสามารถมองเห็นสัญญาณไฟสีขาว 5 ดวง ในระยะที่ไกลมาก เป็นสัญลักษณ์ที่หมายความว่า ทางข้างหน้าปลอดภัย รวมถึงขึ้นไปตรวจสอบอุปกรณ์การทำงานต่างๆ ว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ ขณะนี้พนักงานและมีความเชี่ยวชาญผู้อ่านแถบวัดความเร็วรถไฟหรือกล่องดำกำลังให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนโดยจะมีความคืบหน้าผลการสอบปากคำช่วงเย็นวันนี้
ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบย้อนหลัง ก่อนเกิดเหตุ 10 นาที เพื่อดูการทำงานของแต่ละคน ทั้งคนขับรถไฟ ช่างเครื่อง พนักงานดูแลรักษารถ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ โดยจะมีการตัดต่อเป็นช็อตๆ เพื่อความละเอียด
ส่วนกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่จำลองเหตุการณ์ขึ้นรถไฟเมื่อวานนี้ เนื่องจากแตกต่างจากวันที่เกิดเหตุ เพราะวันดังกล่าวรถไฟขบวนนั้นบรรทุกสินค้ามาน้ำหนักหลายตัน แต่การขึ้นไปจำลองเป็นเพียงขบวนที่บรรทุกคนโดยสารไปเท่านั้น จะมีความสมเหตุสมผลอย่างไร
พ.ต.อ.กัมพลกล่าวอีกว่า การจำลองเมื่อวานนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่น้ำหนักของรถไฟหรือเรื่องการเบรก คณะทำงานพิจารณาที่จะขึ้นไปจำลองบนรถไฟอีกครั้ง ว่าจะต้องมีการเก็บพยานหลักฐานเรื่องใดเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเบรกมาสอบปากคำในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนสามารถพิสูจน์ทราบ ผู้ครอบครองรถยนต์ที่จอดคร่อมรางรถไฟ ในวันเกิดเหตุได้แล้ว 3 คัน รถจักรยานยนต์อยู่ระหว่างการหาผู้ครอบครองรถ จะต้องให้ความเป็นธรรม ด้วยการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดว่ารถคันใดมาจอดคร่อมรางรถไฟก่อนเกิดเหตุ และคาดว่าสัปดาห์หน้าพนักงานสอบสวนจะเรียก นายสยมพร สวนกูล อายุ 46 ปี คนขับรถไฟมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจร่างกายพบสารแอมเฟตามีนและกัญชาในปัสสาวะ และพิจารณาความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
พ.ต.อ.กัมพลเผยต่ออีกว่า ทั้งนี้ ในจำนวนผู้เสียชีวิต 8 คน คงเหลือศพอีก 1 ราย ที่ยังไม่มีผู้ติดต่อมาขอเปรียบเทียบดีเอ็นเอ ขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่สงสัยว่าเป็นญาติหรือคนรู้จักของผู้สูญหายให้ติดต่อที่ สน.มักกะสัน หรือเขตราชเทวี เพื่อแจ้งความประสงค์ขอเปรียบเทียบดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลต่อไป

ขณะเดียวกันช่วงเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน มีญาติของ น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือ แอล อายุ 34 ปี ผู้จัดการคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง ย่านพระราม 9 ผู้เสียชีวิต มาติดต่อพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน เพื่อขอรับเอกสารการรับศพ ที่ สน.มักกะสัน ไปขอรับศพที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อไปตั้งสวดวัดน้ำแพร่ ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ ขสมก.มาอำนวยความสะดวก
จากนั้นครอบครัวของ น.ส.สุภาพร หรือแอล ได้มีการนิมนต์พระจากวัดหนามแดง จ.สมุทรปราการ นำอาหารคาวหวาน เดินทางไปเชิญดวงวิญญาณที่จุดนำซากรถรถเมล์คันเกิดเหตุไปจอดเก็บไว้ที่ลานจอดรถอู่รถเมล์ พระราม 9 ถนนวัฒนธรรม แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. และจุดเกิดเหตุใกล้เคียงสถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม.

นายภูริพัฒน์ อายุ 37 ปี พี่ชายของน้องแอล กล่าวว่า ขณะนี้ครอบครัวยังอยู่ระหว่างรอขั้นตอนจากสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ คาดว่าน่าจะสามารถรับน้องร่างได้ภายในช่วงบ่ายวันนี้ ก่อนพากลับไปประกอบพิธีที่ จ.เชียงใหม่
เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายภูริพัฒน์มองว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้น สะท้อนถึงความบกพร่องด้านมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งมวลชน โดยมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบวินัย การขับขี่ รวมถึงการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้สอดคล้องกันจริง เพราะหากมีแต่หลักเกณฑ์ แต่ไม่มีการปฏิบัติตาม อาจนำไปสู่ความสูญเสียแบบนี้อีก
นายภูริพัฒน์กล่าวว่า วันนี้ได้เห็นซากรถเมล์คันเกิดเหตุรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เพราะสภาพรถถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด เห็นแล้วรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
ส่วนเรื่องการเยียวยา ยอมรับว่าครอบครัวมีความกังวล เพราะมองว่าไม่ว่าจะเยียวยามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตของน้องสาวได้ และความเสียหายทางจิตใจก็ไม่มีอะไรชดเชยได้ ขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยกันกำชับและตรวจสอบระเบียบวินัยด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียซ้ำอีกในอนาคต
นายภูริพัฒน์เปิดใจถึงความผูกพันกับน้องสาวว่า ทั้งคู่โตมาด้วยกัน รักและสนิทกันมาก น้องเป็นคนน่ารัก ไปไหนมาไหนก็จะบอกตลอด และมักเข้ามาปรึกษาเรื่องชีวิตอยู่เสมอ โดยตนคอยให้คำแนะนำเหมือนพี่ชายแท้ๆ มาตลอด
สำหรับแอลนั้น ถือเป็นเสาหลักของครอบครัว มีความตั้งใจอยากให้คนในบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น และพยายามทำงานหนักมาตลอด ตนได้พูดกับน้องครั้งสุดท้าย เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ระหว่างแวะไปหาน้องที่คลินิก น้องบอกว่า “เดือนหน้าจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้วนะ” ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งมานึกย้อนกลับหลังเกิดเหตุ รู้สึกเหมือนเป็นคำพูดที่แปลกๆ คล้ายลางบอกเหตุบางอย่าง ตนยอมรับว่า วันที่เจอกันครั้งสุดท้าย รู้สึกได้ว่าน้องดูไม่สดชื่นเหมือนทุกครั้ง สีหน้าและแววตาดูหม่นลง คล้ายไม่ได้ดีใจเหมือนเวลาที่ได้เจอกันก่อนหน้านี้ กลายเป็นภาพสุดท้ายที่ยังติดอยู่ในใจของตนเองจนถึงตอนนี้


