ตร.สั่งให้ออกจากราชการแล้ว 4 ตำรวจ คดีอุ้มชาวจีนเรียกค่าไถ่ โฆษก ตร.เผยพฤติการณ์อาจเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เร่งสาวเส้นทางการเงิน-ผลประโยชน์ที่ได้รับ
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีจับกุมตำรวจ 4 นาย และพลเรือน 1 นาย หลังตำรวจตรวจคนเข้าเมืองร่วมกับหลายหน่วยเข้าช่วยเหลือชาวจีน 5 คน ที่ถูกกักตัวภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลวังใหม่ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ล่าสุดตำรวจภูธรภาค 2 รายงานความคืบหน้ามายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนายตำรวจสัญญาบัตรอีก 1 นาย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้าราชการตำรวจหลายหน่วยงาน จึงต้องรายงานเข้าสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีนโยบายชัดเจนว่า หากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีก็พร้อมยกย่องชมเชย แต่หากพบว่ากระทำผิดจะไม่มีการปกป้องอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจระดับใดก็ตาม หากมีพยานหลักฐานเข้าข่ายความผิด ทั้งทางอาญา ทางวินัย หรือผิดระเบียบราชการ ก็จะดำเนินการอย่างถึงที่สุด

พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวต่อว่า ตำรวจ 4 นายแรกที่ถูกจับกุม มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อเปิดทางให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส และป้องกันไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ขณะเดียวกัน ตำรวจภูธรภาค 2 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม โดยหากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ พลเรือน หรือผู้มีอิทธิพล ก็จะดำเนินคดีทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ด้าน พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2 กล่าวว่า นายตำรวจสัญญาบัตรที่ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติม มีรายงานชื่อจริงว่า “ประยูร” เบื้องต้นจากการสอบสวนพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าไปยังสถานที่ที่ใช้กักตัวชาวจีนทั้ง 5 คน แต่รายละเอียดว่ามีบทบาทในลักษณะใด เป็นผู้สั่งการ ผู้ร่วมปฏิบัติ หรือทำหน้าที่ใดในขบวนการ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการแจ้งข้อหาในฐานะร่วมกระทำความผิดไปแล้ว
เมื่อถามว่า คดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ “อุ้มหาย” หรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่ามีเจตนาจับกุมบุคคลตามกฎหมาย หรือมีเจตนาเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หากพฤติการณ์เข้าข่ายตามกฎหมายดังกล่าว ก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที

ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า พฤติกรรมของขบวนการดังกล่าว จากข้อมูลการสืบสวนพบว่ามีลักษณะทำงานกันเป็นเครือข่าย และอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการส่งสัญญาณและประสานข้อมูลกันเป็นขั้นตอน ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงิน โทรศัพท์ การติดต่อสื่อสาร รวมถึงผลประโยชน์ที่แต่ละคนได้รับ เพื่อขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้เคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบยานพาหนะและสถานที่ต่างๆ ที่อาจใช้ในการก่อเหตุ เพราะเชื่อว่าอาจไม่ได้เป็นการกระทำเพียงครั้งเดียว แต่มีลักษณะเป็นขบวนการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า ผู้ต้องหาบางส่วนอาจเป็น “เด็กผู้ใหญ่” หรือมีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่คอยให้การช่วยเหลือนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวว่า ไม่มีเรื่องการปกป้องคนผิด เพราะคดีนี้เกิดจากการทำงานของตำรวจระดับปฏิบัติการในพื้นที่เอง ไม่ใช่ชุดเฉพาะกิจจากส่วนกลาง โดยตำรวจที่เป็นกำลังหลักในการเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายและจับกุมผู้กระทำผิดคือสารวัตรสืบสวน สภ.วังสมบูรณ์ และสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว ซึ่งหลังได้รับข้อมูลก็เร่งเข้าตรวจสอบทันที แม้ผู้ต้องหาจะเป็นข้าราชการตำรวจด้วยกันก็ตาม
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดำเนินการกับตำรวจที่กระทำผิด โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ และหากผลการขยายผลพบว่ามีการนำเงินหรือผลประโยชน์ไปมอบให้บุคคลใด รวมถึงมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ก็จะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน
ล่าสุด พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 221/2569 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจ ออกจากราชการไว้ก่อน จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย
1.ดาบตำรวจวุฒิกรณ์ วงษ์ธรรม ผบ.หมู่ งานป้องกันปราบปราม สภ.คลองหาด จังหวัดสระแก้ว
2.ดาบตำรวจสมชาย อยู่คง ผบ.หมู่ งานป้องกันปราบปราม สภ.คลองหาด
3.ดาบตำรวจพิเชษฐ์ เส็งสูนย์ ผบ.หมู่ งานป้องกันปราบปราม สภ.บ้านแปลง จังหวัดจันทบุรี
4.ดาบตำรวจปภาวิน ประหยัดเงิน ผบ.หมู่ สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง

คำสั่งระบุว่า ตำรวจทั้ง 4 นาย ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ ข่มขืนใจเรียกรับทรัพย์ และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามคดีอาญาของ สภ.วังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา
คดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นรวมถึงภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างร้ายแรง หากปล่อยให้ผู้ต้องหายังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการ อาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมได้ จึงมีคำสั่งให้ดาบตำรวจวุฒิกรณ์ วงษ์ธรรม, ดาบตำรวจสมชาย อยู่คง และ ดาบตำรวจพิเชษฐ์ เส็งสูนย์ ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย
สำหรับในราย ดาบตำรวจ ปภาวิน ประหยัดเงิน ผู้บังคับหมู่ สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในครั้งนี้ด้วย กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้มีคำสั่งที่ 80/2569 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย
ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ตามคำสั่งที่ 220/2569 โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.เอกศิษฏ์ โตอดิเทพย์ ผู้กำกับการฝ่ายสืบสวนและตรวจราชการ 1 กองตรวจราชการ 2 สำนักงานจเรตำรวจ เป็นประธานกรรมการ พร้อมคณะรวม 6 นาย เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกมิติ
ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ดำเนินการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และหากพบว่ามีตำรวจหรือบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ให้เร่งรายงานผู้บังคับบัญชา เพื่อขยายผลดำเนินคดีทั้งหมดโดยไม่มีการละเว้นเด็ดขาด




