เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เวลาประมาณ 10.40 น. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการประชุมคณะกรรมการระบุคุณค่าป้อมมหากาฬ ครั้งที่ 5 เรื่องข้อมูลกรรมสิทธิ์ การถือครองและการออกแบบวิธีการในการสำรวจคุณค่า มีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 3 ฝ่าย คือ 1. ฝ่ายกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยนายธีรพันธุ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมด้วยนายณัฐนันทน์ กัลยศิริ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่ากทม. เป็นต้น
สำหรับฝ่ายชุมชนและนักวิชาการ ได้แก่ ผศ.สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ในฐานะอุปนายกฝ่ายกิจกรรมเมืองและนโยบายสาธารณะ สมาคมสถาปนิกสยามฯ ,ผศ. สุพิชชา โตวิวิชญ์ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกเพื่อสังคมและเมือง สมาคมสถาปนิกสยาม ฯ, ผศ.ดร.วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระ , ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร , รศ.ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร, นายธนภณ วัฒนกุล สำนักบริการวิชาการ ม.ศิลปากร ,นายสานนท์ หวังสร้างบุญ กลุ่มมหากาฬโมเดล ,นางสาวอินทิรา วิทยาสมบูรณ์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม, นายธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ ส่วนฝ่ายทหาร มีพ.ท. โชคดี อัมพรดิษฐ์ ผู้บังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที 1 รักษาพระองค์ เข้าร่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื้อหาการประชุมในช่วงเช้า เป็นการทบทวนรายงานผลการประชุมครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีข้อตกลงว่าที่ประชุมให้ความ “เห็นชอบให้นำข้อเสนอจากนักวิชาการเรื่องการระบุคุณค่าของพื้นที่ป้อมฯ เพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณา” จากนั้น ร้อยตรีสุทัศน์ กาเซ็ม หัวหน้ากองจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธาได้แสดงตารางข้อมูลบ้านในพื้นที่ป้อมมหากาฬ ซึ่งเห็นชอบด้วยกฎหมาย 29 หลัง บุกรุก 4 หลัง โดยกล่าวในข้อมูลอย่างละเอียด และต่างฝ่ายมีการทักท้วงรวมถึงสอบทานข้อมูลให้มีความเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน ซึ่งใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง

ต่อมาในภาคบ่าย กลุ่มนักวิชาการสาขาต่างๆ นำเสนอคุณค่าทั้ง 5 ด้านของชุมชนป้อมมหากาฬ ได้แก่ ด้านศิลปะสถาปัตยกรรม ด้านผังเมือง ด้านสังคมและวิถีชีวิต ด้านโบราณคดี และด้านวิชาการ
จากนั้น นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงข้อเสนอในนามส่วนตัวว่า บนที่ดิน 21 แปลง รวมพื้นที่เกือบ 5 ไร่ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยศิลปากรเคยเสนอให้อนุรักษ์ไว้ 24 หลัง แต่กทม.รื้อเกินไป 2 หลัง จึงคงเหลือที่จะเสนออนุรักษ์จำนวน 22 หลัง สำหรับวิธีการอนุรักษ์ทำได้หลายแบบ เช่น แบบแช่แข็ง และเคลื่อนไหวแบบมีชีวิต ซึ่งนักผังเมืองไม่ได้มองเฉพาะพื้นที่ 5 ไร่เท่านั้น แต่มองครอบคลุถึงวัด คลอง และถนน ซึ่งทุกสิ่งล้วนเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น
“เพื่อให้มีข้อสรุปที่ตกผลึก สมาคมฯ มีคำถามว่า 1. กทม. รับได้ไหมกับจำนวน 22 หลัง 2. จำเป็นหรือไม่ที่จะใช้พื้นที่เป็นสนามหญ้าอย่างเดียว สมมติว่ามีแปลงข้าว เล้าไก่ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ได้หรือไม่ 3. จะมีการพัฒนาโซนนิ่งหรือไม่ เช่น การเชื่อมต่อกับภูเขาทอง วัดราชนัดดาฯ ถนนมหาไชย ซึ่งเป็นบริบทโดยรอบ ในอนาคตอาจปิดถนนมหาไชยในวันอาทิตย์เป็นถนนคนเดิน เป็นต้น ส่วนประเด็นคนในชุมชน ชาวบ้านต้องยอมรับว่านี่คือชุมชนโบราณคู่โบราณสถาน คำนี้สำคัญ เพราะหมายความว่าพื้นที่หลังออกกฤษฎีกา กทม. จ่ายเงินไปแล้ว ถ้ายังจ่ายไม่ครบ ขอให้เคลียร์จ่ายให้ครบ จากนั้น คนในชุมชนหลุดจากชุมชน อย่างไรก็ตาม สมาคมมีมุมมองว่าควรให้คนอยู่ต่อ แต่ต้องอยู่ในฐานะผู้เช่า ต้องยอมรับว่าเป็นบ้านอนุรักษ์ ต่อเติม ปรับปรุงไม่ได้” นาชอัชชพลกล่าว

นายอัชชพลยังกล่าวอีกว่า หากกทม. มีวิสัยทัศน์ จะมองเห็นว่าชุมชนดังกล่าวเป็นเพชรเม็ดงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของกทม. หากรื้อไปแล้วสร้างสนามหญ้า ในอนาคต กทม. จะไมได้อะไรเลย แต่ต้องเสียค่าคนรดน้ำ ทั้งนี้ ทางสมาคมยินดีให้ความร่วมมือในการพัฒนาหากกทม.ต้องการ
นายธีรพันธุ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้สิ่งที่มีข้อมูลตรงกันคือการได้มาซึ่งที่ดิน ซึ่งมี 3 ส่วน ได้แก่ 1. กทม.เจรจาขอซื้อในช่วงพ.ศ.2503 สมัยยังเป็นเทศบาลพระนครตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรียุคนั้น คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 10 แปลง 2. การเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืน ปี 2535 จำนวน 10 แปลง 3. กระทรวงการคลังมอบให้ 1 แปลง รวมทั้งสิ้น 21 แปลง สำหรับบ้านที่เหลืออยู่ในขณะนี้จำนวน 33 หลัง จะถูกตัดออกจากการพิจารณา 11 หลัง เนื่องจากถือว่าไม่อยู่ในเกณฑ์ประเมินคุณค่า 5 ด้าน สำหรับบ้านที่เห็นพ้องให้เก็บรักษาไว้เพื่อการอนุรักษ์อย่างแน่นอนในขณะนี้มี 2 หลัง ได้แก่ บ้านเลขที่ 99 คือเรือนไม้กลางชุมชน และบ้านเลขที่ 97 คือบ้านหลอมทอง โดยขอ “แขวน” คือยังไม่ติดใจ 4 หลัง คงเหลือ 16 หลังสำหรับพิจารณาต่อในวันพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในบางช่วงของการประชุม เกิดการถกเถียงในกลุ่มของนักวิชาการซึ่งมีประเด็นที่มีความเห็นไม่เป็นเอกฉันท์ โดยนายอัชชพล นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้กล่าวกับนักวิชาการและประธานชุมชนว่าขอให้ทุกฝ่ายถอยกันคนละก้าว

