ไผ่ จตุภัทร์ ยื่นศาลปกครอง ชี้คำสั่งลงโทษวินัยไม่ชอบด้วยกม. ราชทัณฑ์งัดหลักฐานแจงยิบ พร้อมสู้ในศาล

22.05.26 | 09:28 น.

ไผ่ จตุภัทร์ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ชี้คำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ของราชทัณฑ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้านราชทัณฑ์แจงยิบ ภาพจากกล้องมัดตัวชัดเจน เจตนาทำลายทรัพย์สินราชการ พร้อมนำหลักฐานแจงศาลปกครอง พิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ

จากกรณีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ได้เข้ายื่นฟ้องคดีต่อผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกรมราชทัณฑ์ ต่อศาลปกครองกลาง กรณีออกคำสั่งจากการลงโทษทางวินัย เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน 2568 นายจตุภัทร์ทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว ต่อมาทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

มูลเหตุของเรื่องดังกล่าว ศูนย์ทนายความฯไล่เรียงไทม์ไลน์ ดังนี้

23 ก.ย.2568 จตุภัทร์ถูกย้ายจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มาที่แดนแรกรับของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรคตามนโยบายของเรือนจำเป็นเวลา 5 วัน โดยการกักโรคดังกล่าวคือการกักตัวในห้องขังตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง กำหนดจำนวนผู้ต้องขังในห้องกักกันโรคแต่ละห้องให้ได้จำนวนน้อยที่สุด เช่น ห้องละ 5-10 คน

จตุภัทร์ครบกำหนดกักโรคในวันที่ 28 ก.ย.2568 และควรได้รับการจำแนกแดนในวันถัดมา แต่ปรากฏว่าถูกกักตัวต่อไปในวันที่ 29 ก.ย.2568 โดยผู้ต้องขังที่ถูกย้ายมาพร้อมกันในห้องกักอื่นได้ถูกจำแนกหรือย้ายแดนไปแล้ว จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และพยายามสอบถามถึงสาเหตุ แต่ไม่ได้รับคำตอบใด จึงได้ประท้วงโดยนำเสื้อไปคลุมกล้องวงจรปิดและนำกาแฟผสมน้ำเขียนข้อความบนกำแพง

ต่อมา ในช่วงบ่ายวันที่ 29 ก.ย. จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่บังคับใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่า และพยายามนำเอกสารบันทึกจับกุมมาให้ลงชื่อ แต่เขาปฏิเสธ จากนั้นเขาถูกนำตัวกลับไปห้องกักโรคต่อไป จนวันที่ 1 ต.ค.2568 จึงถูกจำแนกแดน ล่วงเลยระยะเวลากักโรคไปอีก 3 วัน โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจได้

Advertisement

วันที่ 2 ต.ค.2568 จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนทางวินัย โดยให้อานนท์ นำภา เพื่อนผู้ต้องขัง มาช่วยเป็นผู้บันทึกในการสอบสวน แต่ไม่ได้แจ้งสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วม

จนวันที่ 8 ธ.ค.2568 ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีคำสั่งลงโทษจตุภัทร์ โดยเห็นว่าป็นการกระทำผิดวินัย ฐานจงใจก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ แต่ยังไม่เกิดความเสียหายขึ้น เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่มีเจตนาที่จะทำให้กิจการของเรือนจำเสียหาย จึงลงโทษโดยการภาคทัณฑ์

จตุภัทร์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าคำสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งสิทธิการมีทนายความร่วมการสอบสวนและสิทธิการขอเข้าตรวจสอบเอกสาร ทั้งผู้ออกคำสั่งไม่กำหนดระยะเวลาลงโทษภาคทัณฑ์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถคาดหมายได้ว่าคำสั่งลงโทษจะมีผลถึงเมื่อใด และการกระทำก็ไม่ได้เข้าลักษณะความผิดวินัยฐาน “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” แต่เป็นเพียงการแสดงถึงความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย

วันที่ 15 ม.ค.2569 เรือนจำได้แจ้งคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมด รวมทั้งส่งรายงานผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาต่อไป

ต่อมาวันที่ 6 พ.ค.2569 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจตุภัทร์ทั้งหมดเช่นกัน แต่ให้เรือนจำแก้ไขข้อกฎหมายพร้อมฐานความผิดในคำสั่งดังกล่าวให้ถูกต้องด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษาคม กรมราชทัณฑ์ ออกเอกสารชี้แจงกรณี “ไผ่ จตุภัทร์” อุทธรณ์คำสั่งวินัย ยื่นฟ้องศาลปกครองยืนยันดำเนินการตามกฎหมาย ภาพวงจรปิดมัดตัวชัดเจน เจตนาทำลายทรัพย์สินราชการ โดยระบุถึงพฤติการณ์ของไผ่ชัดเจน อาทิ นำเสื้อผ้าของทางราชการไปคลุมกล้องวงจรปิด การนำกาแฟผสมน้ำขีดเขียนข้อความขนาดใหญ่ ลักษณะไม่สมควรบนกำแพง ส่งผลให้เรือนจำเกิดความเสียหายด้านการพัฒนาพฤตินิสัยและการควบคุม ก่อให้เกิดความสกปรก ทรัพย์สินราชการเสียหาย

จากการสอบข้อเท็จจริงของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ชี้ว่า คณะกรรมการได้แจ้งให้ไผ่ทราบแล้วว่ามีสิทธินำบุคคลที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนได้ อีกฝ่ายลงลายมือชื่อรับทราบและรับรองถ้อยคำ แต่ไม่ปรากฏว่าได้ร้องขอให้บุคคลที่ไว้วางใจ หรือทนายความ เข้ารับฟังการสอบข้อเท็จจริง

อีกทั้งไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ประกอบกับภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกพฤติการณ์ไว้ทั้งหมด โดยไผ่ยอมรับว่ากระทำตามที่ถูกกล่าวหา โดยมิได้โต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง เจ้าพนักงานเรือจำมีอำนาจดำเนินการทางวินัยตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การลงโทษทางวินัยดำเนินการภายใต้กระบวนการพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย คำนึงถึงความเหมาะสม สัดส่วนการลงโทษ และสิทธิของผู้ต้องขัง

นอกจากนี้ ราชทัณฑ์ยังชี้แจงข้อโต้แย้ง “ถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุดการลงโทษ” ยืนยันว่าการใช้มาตรการทางวินัยต่อผู้ต้องขังเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และระเบียบในเรือจำ ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง หรือจำกัดสิทธิของผู้ต้องขังเกินสมควร พร้อมนำพยานหลักฐานและข้อกฎหมายทั้งหมดเข้าชี้แจงต่อศาลปกครอง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจต่อไป