จุลพันธ์ รับปาก กกร.เร่งดัน MOU 4 สัญชาติ แก้วิกฤตแรงงาน-ขับเคลื่อนศก.ไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม ที่กระทรวงแรงงาน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย เข้าพบ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน และพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
โดยหลังยื่นหนังสือได้มีการหารือถึงประเด็นดังกล่าวด้วย เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกของประเทศ โดยภาคเอกชนเสนอให้เร่งรัดการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาแรงงานให้เพียงพอกับความต้องการของภาคธุรกิจโดยด่วน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานกกร. เปิดเผยว่า ตามที่ได้แถลงข่าวเรื่องการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งเป็นห่วงมากว่า ขณะนี้มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมาขับเคลื่อนโดยเร็วกับทาง กกร. แต่ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งหมดอยู่ที่กระทรวงแรงงาน
“แรงงานขาดแคลนมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลก็พยายามทำให้ถูกต้องทั้งหมด แต่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับชายแดน แรงงานต่างด้าวกลับไปส่วนหนึ่ง ฉะนั้น แรงงานจากเมียนมา ช่วงหลังก็มีคู่แข่งเอาไปเยอะ ส่วนมากชุดใหม่จะกลับกลายเป็นว่า มีแรงงานหญิงมากกว่าแรงงานชาย ความสมดุลแรงงานไม่มี” นายพจน์ กล่าวและว่า เรื่องใหญ่ที่อยากนำเสนอ คือ ขาดแคลนแรงงานจริง และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเร่งหารือในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องต่ออายุแรงงานต่างด้าว MOU 4 สัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย โดยที่ไม่ต้องกลับไปต่ออายุเอกสารที่ประเทศต้นทาง เพื่อรักษาแรงงานกลุ่มนี้เอาไว้
นายพจน์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประชากรลดน้อยลง วัยทำงานน้อยลงไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจโตขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI ดิจิทัล แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงต้องการแรงงาน เพราะไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม ยังมีภาคเกษตร ภาคบริการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องของทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพในการที่จะดึงเสน่ห์ของการท่องเที่ยวขึ้นมาได้ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องเดินในลักษณะเชิงรุก ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถตอบโจทย์นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีได้
“ขณะนี้แรงงานเข้มข้นขาดประมาณ 500,000 คน ทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรและบริการ โดยเฉพาะแรงงานก่อสร้าง จะมีการเปิดตลาดหาแรงงานจากที่ใหม่เพิ่มเติม ซึ่งทุกกระบวนการดำเนินการมีขั้นตอน สุดท้ายก็ต้องทำข้อตกลงระหว่างประเทศ ทำ MOU กับประเทศใหม่ๆ ซึ่งมีเป้าหมายอยู่บางประเทศแล้ว หากกระบวนการเสร็จสิ้นก็จะมีแรงงานเพิ่มเติมเข้ามา” นายพจน์ กล่าว

ด้าน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนจากนายกฯ มารับหนังสือ ซึ่งมีประเด็นว่าไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะฉะนั้น กระบวนการในการเร่งเดินหน้าเรื่องการทำ MOU ระหว่าง 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อ
“เกิดปัญหาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว ที่มีปัญหากระทบกระทั่งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ยืนยันว่า เรามีปัญหาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ได้มีปัญหากับประชาชน” นายจุลพันธ์ กล่าวและว่า กระบวนการทำ MOU นำเข้าแรงงาน ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของกระทรวงแรงงาน รับปาก กกร.ว่าจะเร่งนำเข้าพิจารณาในทุกมิติ เพื่อจะผลักดันเข้าสู่ ครม. เปิดให้มีการทำ MOU ต่อเนื่องต่อไป เพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศไทยสามารถกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
นายจุลพันธ์ กล่าวถึงกระบวนการการขึ้นทะเบียนแรงงาน ทั้งแรงงานไทยไปต่างประเทศ และ แรงงานต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ต้องเข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนที่ถูกต้อง เพราะเป็นสิ่งสำคัญ
“ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ ระบบการลงทะเบียนของประเทศไทยมีอุปสรรค ปัญหาที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นการผลักให้แรงงานกลุ่มหนึ่งหลุดออกจากระบบ จุดนี้เป็นสิ่งที่ได้รับโจทย์ และจะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะนำเอาแรงงานทั้งหมดเข้าสู่การขึ้นทะเบียนที่ถูกต้อง” นายจุลพันธ์ กล่าวและว่า กระทรวงแรงงานมีกระบวนการพูดคุยเพิ่มเติม ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย มีเป้าหมายที่จะหาแรงงานต่างประเทศที่จำเป็น และจะต้องนำเข้ามาในอีกหลายมิติ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ส่วนแรงงานไทย ขณะนี้มีตำแหน่งงานมาก แต่ทักษะ (สกิล) ไม่ตรง ความต้องการของตลาดกับคุณสมบัติของแรงงานไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น กระบวนการอัพสกิล-รีสกิล เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะนี้ก็มีในเรื่องของเทคโนโลยี AI
“สิ่งที่จำเป็น คือ การเปลี่ยนให้แรงงานไทยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี เพื่อที่จะได้เป็นแรงงานขั้นสูง สามารถเข้าสู่ตำแหน่งงานที่มีความต้องการได้ต่อไป เป็นการปรับเปลี่ยนที่สำคัญและต้องปูความพร้อมของแรงงานไทยเพื่อจะรองรับเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนด้วย” นายจุลพันธ์ กล่าว


