ประชาพิจารณ์แก้ ‘กม.บัตรทอง’ ทางออกหรือทางตัน ??

3.06.17 | 15:55 น.

การปรับแก้กฎหมายบัตรทอง หรือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ไม่ใช่เพิ่งเกิดในสมัย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) แต่มีการขับเคลื่อนตั้งแต่สมัย นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการสธ. โดยการการตั้งคณะกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธาน

โดยได้จัดทำเป็นข้อเสนอภายใต้แนวคิด“SAFE” คือ 1.การพัฒนาอย่างยั่งยืน(Sustainability) 2.ความเพียงพอ(Adequacy) 3.ความเป็นธรรม(Fairness) และ 4.มีประสิทธิภาพ(Efficiency) โดย นพ.ปิยะสกล มาสานต่อให้เห็นผลชัดเจน ทั้งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูประบบสาธารณสุขด้านการคลังและระบบหลักประกันสุขภาพ มี ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล เป็นประธาน และยังได้รวบรวมความคิดเห็นทั้งจากคณะกรรมการประสานงานกองทุนภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพที่มี ศ.อัมมาร สยามวาลา เป็นประธาน

กระทั่งมีความชัดเจนมากสุดตรงการยก “ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่..) พ.ศ…” ที่มี รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ. ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และขณะนี้อยู่ระหว่างประชาพิจารณ์ 4 ภูมิภาค คือ ภาคใต้ วันที่ 10 มิถุนายน ที่โรงแรมลีการ์เดนท์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภาคเหนือ วันที่ 11 มิถุนายน 2560 ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 17 มิถุนายน 2560 ที่โรงแรมอวานี ขอนแก่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น และภาคเกลาง วันที่ 18 มิถุนายน 2560 ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) http://www.nhso.go.th ซึ่งจะมีการเผยแพร่เอกสารใน 3 ส่วนหลัก คือ ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ ที่มีการปรับปรุงแก้ไข เอกสารแนวคิดการแก้ไข (Concept Paper) 14 ประเด็น และตารางการเปรียบเทียบการแก้ไขรายมาตรา พร้อมกับคำแนะนำในการอ่านเอกสารเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น

โดย 14 ประเด็นที่มีการแก้ไข ประกอบด้วย 1. การจ่ายเงินให้กับหน่วยงาน/องค์กร ที่ไม่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย 2. กรอบการใช้เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3. การจ่ายเงินโดยตรงแก่บุคคล ไม่จ่ายผ่านหน่วยบริการตามกฎหมายกำหนด 4. เงินเหมาจ่ายรายหัวกับเงินที่ได้จากผลงานบริการให้รับเข้าเป็นรายได้ของหน่วยบริการ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็น และใช้ตามระเบียบเงินบำรุงฯ ได้ 5. นิยาม “บริการสาธารณสุข” คือ บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้แก่บุคคล

6. เงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการ ครอบคลุมทุกสิทธิ 7. เงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้รับบริการ ครอบคลุมทุกสิทธิ และยกเลิกการไล่เบี้ย 8. การจัดระบบหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทย 9. การร่วมจ่ายค่าบริการ 10. การจัดซื้อร่วม ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ 11. องค์ประกอบ จำนวน อำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 12. องค์ประกอบ จำนวน อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข 13. แยกเงินค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรส่วนที่จ่ายจากเงินงบประมาณของหน่วยบริการภาครัฐออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนฯ และ 14. การใช้จ่ายเงินบริหารของ สปสช. ไม่ต้องส่งคืนคลังเพื่อความคล่องตัว และการปรับปรุงคุณสมบัติของเลขาธิการ สปสช.

Advertisement

ทั้งนี้ สำหรับ 14 ประเด็นดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นการปรับปรุงแก้ไขตามที่ คตร.ทักท้วงว่า เดิมทีกฎหมายไม่ได้เขียนชัดเจนให้หน่วยงาน ทั้งโรงพยาบาล และสปสช.นำงบบัตรทองไปใช้จ่ายในบางกรณี อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า เมื่อมีการปรับแก้กฎหมายบัตรทอง ย่อมมีทั้งคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แม้ทุกครั้ง นพ.ปิยะสกล ย้ำเสมอว่า การปรับแก้กฎหมายบัตรทอง จะไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชน สิทธิใดเคยได้อยู่แล้ว ยังคงได้อยู่และจะได้เพิ่มขึ้น จึงมองไม่เห็นว่า จะกระทบต่อประชาชนอย่างไร

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า อยากให้แก้กฎหมายที่เน้นปรับเปลี่ยนองค์กร อย่างสปสช. เพราะปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการบริหารของ สปสช.ที่ส่งผลกระทบไปทั่ว แต่ไม่ได้หมายถึงให้ยุบบัตรทอง เพราะกองทุนฯยังต้องมีอยู่ แต่สปสช.ต้องลดบทบาทลง เป็นเพียงหน่วยสนับสนุนเท่านั้น ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจากพ.ร.บ.นี้ เกิดจากการบริหารกองทุน ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับ รพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่ต้องรับงบประมาณไม่พอเพียงในการดำเนินงานจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จนเกิดปัญหาการขาดทุนหมุนเวียนในการรักษาผู้ป่วยในระบบบัตรทอง

ยังพบว่ามีปัญหาที่เกิดจากการบริหารกองทุน จนทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาตามมาตรฐานการแพทย์ จากการบริหารงานของผู้บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่วางกฎระเบียบ ทำให้ระบบรายงานโรคในระดับชาติผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลให้การวางนโยบายใดๆในการแก้ปัญหาด้านการแพทย์ สาธารณสุขและการประกันสุขภาพไม่ตรงประเด็นที่มีปัญหาจริง

ดังนั้น ควรปฏิรูปสปสช. และควรแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากเงินบัตรทอง เพราะส่งผลต่อการรับงบเหมาจ่ายของรพ.แต่ละแห่ง และควรยกเลิกการกำหนดวิธีการเบิกเงินตามการลงรหัสโรค ทำให้ระบบการลงทะเบียนโรคผิดไปจากความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อการวางแผนในการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นต้น

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่แก้ปัญหาที่ตรงจุดเลย ควรเริ่มกระบวนการแก้ไขใหม่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะถ้าแก้ไขกฎหมายแล้วไม่ดีขึ้น จะแก้ไขทำไม อย่าง การจัดซื้อยารวม ที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ทักท้วงว่า สปสช.หากซื้อแล้วเป็นสิ่งที่ดี ก็ควรหาระเบียบมารองรับ แต่ตอนนี้กลับแก้เป็นให้กระทรวงฯ ดำเนินการแทน หรืออย่างเรื่องที่บอกว่าให้องค์กรอื่นที่ไม่แสวงกำไร สามารถรับงบฯมาดำเนินการแทนสปสช.ในการส่งเสริมสุขภาพ ก็ไม่แก้ไขแท้จริง เพราะตัวใหม่เอาเงินไปให้รพ. ส่วนรพ.จะมอบให้ใครก็แล้วแต่รพ.
“จริงๆ แล้ว 10 กว่าปีที่ผ่านมา สปสช.มีภาคีเครือข่ายมากมายในการทำงานเรื่องนี้ อันเดิมดีอยู่แล้ว แบบนี้เป็นการเอาอำนาจให้กระทรวงฯ ทางเครือข่ายฯ ไม่เห็นด้วยกับขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย เพราะไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้นแล้ว อย่างสัดส่วนกรรมการแก้ไขก็ไม่ได้สะท้อนความเป็นธรรมอะไรเลย โดยมีภาคประชาชน 2 คนจาก 27 คน เสียงพวกเราก็เป็นเสียงเบาๆ เท่านั้น” นายนิมิตร์ กล่าว

ยังต้องลุ้นว่าสุดท้ายแล้ว ประชาพิจารณ์แก้กฎหมายครั้งนี้จะเป็นทางออก หรือถึงทางตัน ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง…