หน้าแรก ในประเทศ ตร.ไซเบอร์ ปร...

ตร.ไซเบอร์ ประสาน Meta ล่าตัวต้นตอ คลิปอนาจาร เร่งดำเนิคดีมิจฉาชีพแปะลิงก์พนัน-ดูดเงิน

26.05.26 | 14:37 น.

ตร.ไซเบอร์ เร่งประสาน Meta ล่าตัวต้นตอ คลิปอนาจาร ว่อนโซเชียลฯ แฉพฤติการณ์มิจฉาชีพแฝงลิงก์พนัน-ดูดเงิน พร้อมเตือนประชาชนอย่ากดแชร์ เสี่ยงคุก พ.ร.บ.คอมฯ โทษหนักเท่าต้นโพสต์

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 26 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 เมืองทองธานี ความคืบหน้ากรณีคลิปอนาจารเผยแพร่ว่อนในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ว่าขณะนี้ทางตำรวจไซเบอร์สามารถระบุตัวตนได้หรือยังว่าเป็นคนไทยหรืออยู่ในประเทศไทย

พล.ต.ต. ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. กล่าวว่า จากการตรวจสอบของสายตรวจไซเบอร์ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์ ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดระบบ AI ของทาง Meta ถึงไม่ตรวจสอบ หรือลบบัญชีดังกล่าวออกไป โดยทาง Meta ได้มีการแถลงไปแล้วเมื่อวานนี้ (25 พฤษภาคม) ในส่วนที่สองนี้ ทางตำรวจไซเบอร์ได้ประสานไปยังกองบังคับการตรวจสอบ และวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) เพื่อประสานต่อยัง Meta และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ทราบว่ามีคลิปลักษณะดังกล่าวเข้ามาขัดต่อมาตรฐานชุมชน (Community Standards) ของ Meta

ซึ่งมีมาตรฐานครบทั้ง 6 หมวดหมู่ โดยเฉพาะเรื่องลามกอนาจารทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าไม่ใช่ในประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่ควรระวังคือ คนกดดูอาจจะยังไม่เท่าไหร่ แต่คนที่กดแชร์ระวังจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (5) ซึ่งถ้าคนไทยเป็นนักแสดงและเป็นคนเล่นเองจะเข้าข่ายมาตรา 14 (4) ดังนั้นจึงขอเตือนว่าสิ่งที่ลามกหรือเรื่องไม่ดีอย่าไปแชร์

พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท. เปิดเผยว่า ในส่วนของข้อมูลคาดว่าภายใน 2-3 วัน ทาง Meta จะรีบส่งข้อมูลกลับมายังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ทราบว่าคนร้ายที่เผยแพร่คลิปมาจากประเทศไทย หรือต่างประเทศและเป็นใคร ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะยากหากได้รับข้อมูลจาก Meta แล้วจะสามารถสืบสวนติดตามได้ สำหรับการขยายผลถึงคนที่นำคลิปที่มีอยู่ในไลฟ์สดไปเผยแพร่ต่อให้คนดูเยอะกว่าเดิมนั้น ทางตำรวจไซเบอร์กำลังขยายผล และเตรียมดำเนินคดีกับคนที่ไปแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์ด้วย

ซึ่งหากเว็บพนันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็จะขยายผลดำเนินการต่อ จุดนี้จะเป็นการพิสูจน์เจตนาว่าคนร้ายแท้จริงแล้ว ทำไลฟ์สดเพื่อเจตนาอะไร ซึ่งอาจไม่ได้เจตนาเผยแพร่คลิปอนาจารตามที่หลุดออกไป แต่อาจจะเป็นการสร้างกระแสให้คนเข้าไปดูเยอะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สด หรือการนำคลิปวิดีโอเดิมมาฉายซ้ำเพื่อดึงยอดผู้ชม

Advertisement

ทั้งนี้ อย่างที่ทราบในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้ มีการทำฟิชชิ่งทำหน้าเว็บปลอมให้เข้าไปในลิงก์ต่าง ๆ เพื่อขโมยข้อมูล จึงเชื่อว่าเป็นเจตนาของมิจฉาชีพที่ตั้งใจใช้กระแสนี้ ทำให้คนเข้าไปดูจำนวนมาก เพื่อเปลี่ยนทิศทางไปในเรื่องการขโมยข้อมูล และเล่นพนันออนไลน์ เชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้ จะมีความคืบหน้าหลังจากได้รับข้อมูลจาก Meta ซึ่งทาง Meta ยืนยันว่า จะพยายามให้ความร่วมมือและแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ทั้งการปรับปรุงอัลกอริทึมในการตรวจจับให้ดีขึ้น และจะรีบส่งข้อมูลกลับมาให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีโดยเร็ว

พล.ต.ต.นิเวศน์ เปิดเผยอีกว่า ในระหว่างที่กำลังดำเนินการ หากยังตรวจจับไม่ได้ ต้องอาศัยเบาะแสจากประชาชน และรีบแจ้งไปที่ผู้ประสานงาน สำหรับวันนี้ต้องเรียนว่าทาง Meta หรือ Facebook ที่อยู่ในสิงคโปร์ขณะนี้มีคนไทย และเคยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย จึงเชื่อว่าความร่วมมือระหว่าง Meta และประเทศไทยจะดีและรวดเร็วแน่นอน เพียงแต่ต้องส่งข้อมูลชุดนี้ไปให้ทาง Meta พิจารณาดำเนินการ ซึ่งตอนนี้ทำงานค่อนข้างใกล้ชิดและเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากมีเบาะแสขอให้รีบแจ้งมาที่เจ้าหน้าที่เพื่อให้ประสานงานต่อ

ด้านพล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เปิดเผยว่า ฝากประชาสัมพันธ์ในแง่กฎหมาย เพื่อป้องกันความสับสนเกี่ยวกับคลิปวิดีโอลามกในโลกออนไลน์ สามารถจำแนกได้ 3 ประเภท คือ 1. ประสงค์แห่งการค้า อาทิ OnlyFans หรือการตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วเก็บเงิน และโพสต์ภาพลามกอนาจาร ถือเป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 287 อัตราโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท 2. การนำเข้าข้อมูลที่เป็นลักษณะลามกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งการนำเข้าลักษณะนี้ ทำด้วยจุดประสงค์หลายรูปแบบ อาจแนบลิงก์ดูดเงิน แปะเว็บพนัน หรือแฝงโฆษณา ผู้โพสต์ย่อมมีความผิด และ 3. การแชร์หรือส่งต่อข้อมูลที่เป็นความผิดตาม 2 กรณีข้างต้น หากแชร์ออกไปก็มีความผิดเท่ากับต้นโพสต์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้จ้องจะจับคนแชร์ แต่ต้องจับต้นโพสต์ที่ทำให้สังคมสับสนและวุ่นวาย ดังนั้นทางตำรวจไซเบอร์จึงกำลังประสานกับกระทรวงดีอี และ Meta รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิสูจน์ทราบว่า ต้นโพสต์เป็นใครและทำเพื่อจุดประสงค์อะไร นี่คือสิ่งที่เรายึดถือเป็นอันดับหนึ่งในการดำเนินงาน