เมื่อวันที่ 3 มีนาคม รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตรียมทำหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมการค้าต่างประเทศ มาประชุมเพื่อหาแนวทางการดำเนินการและแก้ปัญหาที่ติดขัด ในส่วนของรถยนต์จดประกอบอีกกว่า 6,000 คัน โดยนัดหมายวันที่ 7 มีนาคม เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงยุติธรรม
แหล่งข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า สำหรับรถยนต์จดประกอบที่ดีเอสไอ ต้องตรวจสอบมีทั้งสิ้นจำนวน 7,123 คัน เป็นข้อมูลรถยนต์จดประกอบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2556 ส่วนใหญ่คาดว่าจะเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีทั้งหมด เป็นการทำเอกสารปลอมว่ามีการนำเข้าเป็นชิ้นส่วน เท่านั้น โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายศุลกากร อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว รถยนต์เหล่านี้เพียงแต่แกะชิ้นส่วนบางชิ้นออกแล้วระบุว่าเป็นอะไหล่รถยนต์ นอกจากนี้โดยปกติแล้วบริษัทที่ทำธุรกิจประกอบยนต์ยี่ห้อดังๆ ในประเทศไทย ต้องยื่นรายการขอชำระภาษีกับกรมสรรพาสามิต เพื่อนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วน รถยนต์ 1 คัน มี จำนวนมากกว่า 1,800 -2,800 รายการต่อการประกอบ ความจริงแล้วการยื่นเสียภาษีสรรพสามิต แค่ตัวเครื่องยนต์ และตัวถัง เพียงแค่นี้ แล้วระบุว่านำมาประกอบรถยนต์ 1 คัน เป็นไปไม่ได้ ยิ่งเป็นรถราคาแพงสมรรถนะสูงหรือรถยนต์ปกติ อยากให้นึกถึงสภาพความเป็นจริงว่าทำได้หรือไม่
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ระบุอีกว่า สำหรับแนวการดำเนินคดีดีเอสไอ หากต้องตรวจสอบทั้ง 7,123 คัน ดีเอสไอจะใช้งบประมาณในการทำคดีต่อรถยนต์ 1 คัน โดยเฉลี่ย ประมาณ 200,000 บาท ส่วนการจัดเก็บภาษีของรถยนต์ โดยเฉลี่ยราคาประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อคัน หากดูเรื่องความคุ้มค่าทางตัวเลขรายได้ทางภาษีที่จะเข้ารัฐถือว่าคุ้มค่า หากจัดเก็บได้ตรงตามเป้าและยังไม่รวมการยึดรถราคาแพงที่กระทำผิดมาขายทอดตลาด แต่ปัญหาคือดีเอสไอไม่มีบุคลากรเพียงพอ อาจต้องตั้งสำนักคดีอีก 1 สำนัก หรือสนธิกำลัง เพื่อดำเนินการกับคดีลักษณะดังกล่าว ดังนั้น รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะมีนโยบายการดำเนินการดังกล่าวอย่างไร

