บิ๊กดุลย์ หารือ รมว.กระทรวงสงครามสหรัฐ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พร้อมคุย รมว.กลาโหมฝรั่งเศส
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พบหารือทวิภาคีกับ นาย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐอเมริกา ในห้วงการประชุม IISS Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 23 โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความใกล้ชิดและยาวนาน โดยพร้อมสานต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงให้มีความเข้มแข็งและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพในอนาคต อาทิ ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เทคโนโลยีอวกาศ และระบบบริหารจัดการสนามรบสมัยใหม่
ทั้งสองฝ่ายยังได้ยืนยันความสำคัญของการฝึก Cobra Gold ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกามาอย่างยาวนาน รวมทั้งเป็นการฝึกร่วมผสมพหุภาคีที่สำคัญที่สุดรายการหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเห็นพ้องที่จะดำรงและพัฒนาการฝึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบ การปฏิบัติการร่วม และความสามารถในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ตลอดจนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันการปรับปรุงกรอบความร่วมมือและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัย รองรับมิติความร่วมมือในอนาคต ทั้งด้านการศึกษา การฝึก การปฏิบัติการร่วม การพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร และการจัดหายุทโธปกรณ์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายหลอกลวงทางออนไลน์ (Scammer Network) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค
พล.ท.อดุลย์ ได้กล่าวขอบคุณสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงความเข้าใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันการสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และเห็นพ้องกับไทยในการใช้กลไกการหารือระดับทวิภาคีเป็นช่องทางหลักในการคลี่คลายประเด็นต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยและสหรัฐอเมริกาในการยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง พร้อมร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอย่างยั่งยืน
ต่อมา พล.ท.อดุลย์ ได้พบหารือทวิภาคีกับ นาง Catherine Vautrin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในห้วงการประชุม IISS Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 23 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ และแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างไทยและฝรั่งเศส
โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ขอบคุณรัฐบาลฝรั่งเศสที่ให้การต้อนรับ และทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ เลฌียงดอเนอร์ (Légion d’Honneur) ชั้นกร็องตอฟีซีเย (Grand Officier) แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อยกย่องพระกรณียกิจที่ทรงส่งเสริมวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งการให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะของไทยในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ผ่านมาอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน
ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยและฝรั่งเศสให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวชื่นชม นาง Catherine Vautrin ในฐานะสตรีผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงของฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในสตรีที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของฝรั่งเศส
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลฝรั่งเศสที่ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาทางทหารแก่กำลังพลไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่โรงเรียนนายร้อยแซ็ง-ซีร์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาผู้นำทางทหารและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในสาขาที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงในอนาคต อาทิ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ความมั่นคงทางทะเล และการบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งไทยและฝรั่งเศสมีความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านกลาโหมในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ความพร้อม และการปฏิบัติการร่วมในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันจะนำไปสู่เสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคในระยะยาว



