หน้าแรก ในประเทศ มุมมองจิตวิทย...

มุมมองจิตวิทยาองค์กรผ่านเลนส์สายตาผู้บริหาร คนทำงานไทยเหนื่อย (ใจ) แก้ได้อย่างไร?

30.05.26 | 13:19 น.

มุมมองจิตวิทยาองค์กรผ่านเลนส์สายตาผู้บริหาร คนทำงานไทยเหนื่อย (ใจ) แก้ได้อย่างไร?

 

การเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ของคนทำงานได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสภาวะทางจิตใจ แรงจูงใจในการทำงาน และศักยภาพในการคิดสร้างสรรค์ ภายใต้บริบทดังกล่าวผลสำรวจแฮปปีโนมิเตอร์ (HAPPINOMETER) “องค์กรแห่งความสุข” ประจำปี 2568 ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง 236 องค์กรทั่วประเทศ พบว่า กว่าครึ่งหนึ่งของทุกองค์กร (51.7%) ระบุว่า ความความท้าทายในการบริหารจัดการที่ผู้บริหารให้ความสำคัญที่สุดคือเรื่องของ “การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์” และอีก 1 ใน 4 (24.6%) ต้องการให้พนักงานมีความทุ่มเทในการทำงานมากกว่านี้ ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์เชิงพฤติกรรมของพนักงานเท่านั้น แต่ยังชวนให้พิจารณาถึงปัจจัยเชิงบริบทที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ตลอดจนระดับการสนับสนุนจากองค์กร ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อประสบการณ์การทำงาน ส่งผลต่อ “องค์กรแห่งความสุข” ในภาพรวม เมื่อพิจารณาในมุมนี้ สัญญาณที่องค์กรสังเกตเห็นอาจไม่ใช่เพียง “สิ่งที่ต้องแก้ไข” แต่เป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” พยานหลักฐานที่กำลังบอกเล่าถึงความท้าทายบางประการที่องค์กรและคนทำงานกำลังเผชิญ และรอการทำความเข้าใจสู่การปฏิบัติผ่านเลนส์ของจิตวิทยาองค์กร

 

 

Advertisement

เมื่อมองตัวเลขผ่านเลนส์จิตวิทยาองค์กร สังเกตเห็นได้ถึงสัญญาณอันตรายที่ซ่อนอยู่ในลำดับของความท้าทาย แปลงเป็นโจทย์ท้าทายที่ผู้บริหารต้องจัดการอย่างเร่งด่วนที่สุด สามอันดับแรก ล้วนเป็นเรื่องของ “ข้างใน” ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ (51.7%) ความกล้าเสนอความเห็น (30.5%) และความทุ่มเท (24.6%) นักจิตวิทยาองค์กรรู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมกันโดยบังเอิญ แต่มันคือสัญญาณคลาสสิกของพนักงานที่กำลังค่อยๆ “ดับ” ทางจิตใจ เหมือนไฟที่ยังติดอยู่แต่ออกซิเจนกำลังจะหมด ภายนอกดูเหมือนทุกอย่างปกติ แต่ข้างในกำลังมอดลงทีละนิด

เมื่อสัญญาณต้องการการตีความใหม่ เมื่อสัญญาณต้องการการตีความใหม่ สิ่งที่ผู้บริหารมองเห็นในชีวิตการทำงานประจำวันอาจไม่ได้มีความหมายตรงไปตรงมาอย่างที่เคยเข้าใจ พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนเป็นปัญหา เช่น การเสนอไอเดียน้อยลง ความไม่กระตือรือร้น หรือบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียด อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของทัศนคติหรือความตั้งใจของพนักงานเท่านั้น แต่เป็น “สัญญาณ” ที่กำลังสะท้อนถึงบางสิ่งที่ลึกกว่า ดังตาราง 1

 

 

เรามาจินตนาการกันว่า ลำดับตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละช่องของตางรางนี้ คือแบตเตอรี่ของคนทำงานคนหนึ่งที่ค่อย ๆ อ่อนลง ทำไมความคิดสร้างสรรค์ถึงหมดก่อนเป็นลำดับแรก (51.7%) ? เพราะมันต้องการพลังงานสูงสุด ไม่มีใครสามารถ “คิดใหม่” ได้เมื่อสมองกำลังทำงานในโหมด Cognitive Fatigue หรือความล้าทางความคิดสะสม สมองที่ต้องใช้งานหนักอย่างต่อเนื่องจะค่อยๆ ลดความสามารถลง นั่นไม่ใช่เพราะพนักงานขาดทักษะ แต่เพราะ ความล้าทางความคิด (Mental Exhaustion) ที่กำลังบ่อนเซาะทำลายความสามารถของพนักงานอยู่ แม้ว่าไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่แฝงเป็นความเงียบในที่ประชุม สิงอยู่กับการทำงานที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับหัวหน้า-เพื่อนร่วมงาน ฝังอยู่ในงานที่ส่งออกมาโดยไม่มีความคิดใหม่ๆ

เมื่ออ่อนล้าทางความคิดผลิตสิ่งใหม่ไม่ได้ สัญญาณที่ตามมาคือการ “ถอยห่าง” ออกจากงานทางอารมณ์ ตัวเลข 24.6% ที่บอกว่าพนักงานไม่ทุ่มเทนั้น ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Emotional Detachment ซึ่งไม่ใช่การขี้เกียจ แต่คือกลไกป้องกันตัวเองของสมองที่บอกว่า “ฉันให้ไม่ได้แล้ว” เหมือนร่างกายที่หยุดวิ่งเพื่อไม่ให้หัวใจวาย และเมื่อคนในทีมต่างอยู่ในสภาวะนี้พร้อมกัน ผลที่ตามมาคือ 24.2% ที่บอกว่าบรรยากาศเริ่มขัดแย้ง เพราะ Interpersonal Stress ไม่ได้เกิดจากคนไม่ถูกกัน แต่เกิดจากคนที่เหนื่อยเกินกว่าจะมีความอดทนเหลือให้กันและกัน สุดท้าย 12.7% ที่มาสายหรือกลับก่อนเวลา คือสัญญาณของ ความผูกพันที่ลดลง หรือ Disengagement ขั้นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว ถ้าสามอันดับแรกคือ “ไฟกำลังมอด” อันนี้คือ “ควันที่ลอยออกมา” ให้เห็นชัดๆ นั่นเอง

ท้ายที่สุด สัญญาณทั้งหมดไม่ได้กำลังบอกว่า “คนทำงานมีปัญหา” แต่กำลังสะท้อนว่า “ระบบการทำงานกำลังเรียกร้องให้ถูกออกแบบใหม่” และคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะเร่งให้แบตเตอรี่กลับมาเต็มเร็วแค่ไหน แต่เป็นกลยุทธ์แบบใดที่จะสร้างพลังของคนทำงานให้ฟื้นกลับมากระตือรือร้นตื่นตัวและขวยขวายเรียนรู้ มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จอย่างมีความสุข สนุก และมีชีวิตชีวา เพราะหากองค์กรเริ่มมองสัญญาณเหล่านี้ในฐานะ “ข้อมูลที่ต้องทำความเข้าใจ” มากกว่า “พฤติกรรมที่ต้องบริหารจัดการให้ตรงจุดและตรงใจ” คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดแรงบันดาลใจ แต่พวกเขา “เหนื่อยใจ” และกำลังรอการพลิกฟื้น “พลังใจ” “พลังกาย” “พลังสมอง” และ “พลังบวก” ให้มีความสุขกับการทำงานมีความสุขกับครอบครัวและมีความสุขกับสังคมรอบข้าง เท่านั้นเอง