คุกมือปืนป๊อบคอร์น37ปี 4เดือน ยิงหน้าไอทีสแควร์ ‘ลุงอะแกว’ดับ-สาหัส3(คลิป)

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 มีนาคม ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือท็อป เจ้าของฉายามือปืนป๊อบคอร์น เป็นจำเลย ฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำอาวุธปืนออกนอกเคหสถานภายในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ป๊อบ2

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 สรุปว่าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกมีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ พื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอทีสแควร์ จน น.ส.สมบุญ สักทอง ผู้เสียหายที่ 1 นายอะแกว แซ่ลิ้ว ผู้เสียหายที่ 2 นายนครินทร์ อุตสาหะ ผู้เสียหายที่ 3 และนายพยนต์ คงปรางค์ ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายสาหัส เเละเป็นเหตุให้นายอะเเกว ผู้เสียหายที่ 2 เสียชีวิตในระยะเวลาต่อมา เหตุเกิดที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ป๊อบคอร์น

โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัวนายวิวัฒน์ จำเลย มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นข้อยุติว่า พระพุทธะอิสระได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมไปที่สำนักงานเขตหลักสี่เพื่อไม่ให้นำบัตรเลือกตั้งไปยังพื้นที่ต่างๆ และในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 วันเกิดเหตุ มีกลุ่มคนรวมตัวกันที่วัดหลักสี่ เพื่อเดินทางนำบัตรเลือกตั้งโดยมีรถบรรทุกเครื่องเสียงนำขบวน แต่มีตำรวจกั้นไม่ให้เดินทางไปเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับกลุ่มพระพุทธะอิสระที่บริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 10 กลุ่มดังกล่าวจึงถอยไปและมีบางส่วนอยู่บริเวณหน้าศูนย์การค้าไอทีสแควร์

ต่อมามีกลุ่ม กปปส.ลาดพร้าว เดินทางมาสนับสนุน กลุ่มพระพุทธะอิสระ โดยมีกลุ่มบุคคลปิดบังใบหน้า และมีกลุ่มบุคคลใช้อาวุธปืนที่อยู่ในกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลือง โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพยานเบิกความ ว่าได้สืบสวนสอบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพที่ปรากฏจากสื่อทางอินเตอร์เน็ต พร้อมนำมาเปรียบเทียบกับตัวจำเลย พบว่ามีรูปร่างเหมือนกัน โดยพบว่าจำเลยเคยถูกดำเนินคดีเสพยาเสพติด จึงนำภาพถ่ายที่ชายชุดดำปิดบังใบหน้ามาเปรียบเทียบภาพจำเลยที่ไม่ได้ปิดบังใบหน้าแล้ว พบว่ามีการแต่งกายตรงกัน อาทิ เสื้อ เสื้อเกราะ กางเกง รองเท้า และ เข็มขัด พร้อมนำภาพให้พี่ชายของจำเลยดู เบิกความยืนยันว่าเป็นภาพถ่ายของจำเลยจริง จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุต่อหน้านักข่าวจำนวนมาก ส่วนที่จำเลยอ้างว่าถูกข่มขู่นั้น ไม่มีการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาแต่มานำสืบในชั้นพิจารณาคดี จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับชายชุดดำที่ก่อเหตุ

และเมื่อพิจารณาภาพเหตุการณ์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและในชั้นสอบสวน ได้ความว่า วันเกิดเหตุจำเลยและพวกใช้ปืนยิงโต้ตอบกับกลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งที่หน้าศูนย์การค้าไอทีสแควร์ ซึ่งถุงที่ใช้ใส่ปืนยังเห็นปลายกระบอกปืนโผล่ออกมา มีพยานเบิกความว่าปลายกระบอกดังกล่าวใช้ปลอกลดแสงที่ใช้ยิงในสงครามเวลากลางคืน จึงบ่งชี้ว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่าฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีประชาชนและผู้เสียหายอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย และต่อมานายอะแกว ผู้เสียหายที่2เสียชีวิต

จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี และฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จำคุก 3 ปี แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 37 ปี 4 เดือน

ภายหลัง น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความ กล่าวว่า เตรียมหารือกับทีมทนายความและจำเลยว่าจะอุทธรณ์สู้คดีหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้กลุ่มเพื่อนของจำเลยได้เดินทางเข้าร่วมฟังคำพิพากษากว่า 10 คน ส่วนฝ่ายผู้เสียหายไม่ได้เข้าร่วมฟังการพิจารณาแต่อย่างใด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รวบสาวใหญ่สุดแสบ ตุ๋นเงินอ้างฝากเข้ารับราชการได้ หลอกเหยื่อนับสิบ สูญหลายแสนบาท(คลิป)
บทความถัดไป‘เอ๋ มณีรัตน์’ รับไม้ต่อความฮา สลัดภาพเรียบร้อยเป็นพริตตี้ใน ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ฯ’