หน้าแรก ในประเทศ ดีอีเตือนข่าว...

ดีอีเตือนข่าวปลอม อ้างชาวกัมพูชายังเข้า-อาศัยตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว ทั้งที่ด่านปิด สตม.ยันไม่เป็นความจริง

3.06.26 | 12:46 น.

ดีอีเตือนข่าวปลอม อ้างชาวกัมพูชายังเข้า-อาศัยตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว ทั้งที่ด่านปิด สตม.ยันไม่เป็นความจริง

ดีอีเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าด่านชายแดนไทย-กัมพูชาปิดมานาน 1 ปี แต่ยังพบชาวกัมพูชาสัญจรและอาศัยอยู่ในพื้นที่ตลาดโรงเกลือและบ้านคลองลึก จ.สระแก้ว โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ยืนยันไม่พบการลักลอบข้ามแดนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ตามที่มีการกล่าวอ้าง

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยผลการติดตามและตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2569 พบข้อความเข้าสู่ระบบตรวจสอบจำนวน 160,822 ข้อความ และมีข้อความที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง 1,980 ข้อความ

จากการตรวจสอบประเด็นที่ได้รับความสนใจของประชาชน พบว่าข่าวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือกรณี “ด่านปิดมา 1 ปี แต่ยังพบชาวกัมพูชาสัญจรไปมาและอาศัยในพื้นที่คลองลึก-ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว” ซึ่งผลการตรวจสอบร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม”

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้มีคำสั่งและมาตรการกำชับการงดเดินทางผ่านเข้า-ออกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งบุคคล ยานพาหนะ และจุดผ่อนปรนทางการค้าตามที่กำหนด พร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบชาวกัมพูชาลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชา หรือเข้ามาพำนักอาศัยในพื้นที่ตลาดโรงเกลือ บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนโลกออนไลน์แต่อย่างใด

Advertisement

นอกจากนี้ AFNC ยังพบข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนที่ได้รับความสนใจอีกหลายกรณี อาทิ การผ่อนปรนเปิดด่านบ้านคลองลึกให้เด็กกัมพูชาเดินทางมาเรียน การเปิดรับแรงงานไปทำงานในออสเตรเลียผ่านเพจปลอม รวมถึงข่าวอ้างการให้ทุนการศึกษาเด็กกัมพูชามูลค่า 800 ล้านบาท ซึ่งล้วนได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด