เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 5 มิถุนายน ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ถนนเลียบทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กม. นายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ “บอย ยูนิตี้” กรรมบริษัทเจ้าเอสทีที ออโต้คาร์ จำกัดและบริษัทเอสทีที ออโต้ เซอร์วิส จำกัด พร้อมด้วยนายเจริญ แก้วยอดหล้า ประธานที่ปรึกษาบริษัท เอสทีที ออโต้เซอร์วิส จำกัด นายไสว ทองโชติ ทนายความ ร่วมกันแถลงฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากดีเอสไอมูลค่า 50 ล้านบาท หลังบริษัทโชว์รูมรถของตนโดนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอปิดทำการและไม่สามารถประกอบกิจการได้ตั้งแต่วันที่23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
นายอินทระศักดิ์ เปิดเผยว่า รถยนต์ทั้งหมดจำนวน34 คันที่ถูกดีเอสไอกล่าวหาว่ามีการนำเข้าโดยผิดกฏหมายนั้นตนได้มีการแสดงราคาอย่างถูกต้องตามหลักการการประเมินของคณะกรรมการภาษีอากรกรมศุลกากร ที่จะมีการเทียบราคากลางจากเว็บไซต์บริษัทผู้ผลิต โดยบริษัทนำเข้าได้ว่าจ้างบริษัท ชิปปิ้ง เป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสารและพิธีการทางศุลกากร ซึ่งรถยนต์ 1คันจะต้องมีการเสียภาษีร้อยละ328
นายอินทระศักดิ์ เปิดเผยต่อว่าการที่ดีเอสไอเข้ามาอายัดรถในบริษัทของตน ทำให้ธุรกิจเสียหายหลายร้อยล้าน เพราะการกระทำดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเสียชื่อเสียงและหมดความน่าเชื่อถือ และขณะเจ้าหน้าที่ทำการอายัดรถก็ไม่ได้มีการแสดงเอกสาร การเข้าตรวจค้นหรือหลักฐานว่ารถเป็นที่ถูกโจรกรรมมา ซึ่งตนยินดีชี้แจงพร้อมนำหลักฐานเอกสารการซื้อรถอย่างถูกต้องถ้าดีเอสไอจะเรียกเข้าไปชี้แจงถึงรถยนต์จำนวน 34 คัน ที่ถูกอายัด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอยังกล่าวว่าได้รับการประสานจากประเทศอังกฤษให้เข้าตรวจสอบรถดังกล่าวนั้นขณะนี้ทางบริษัทได้ให้ทนายความตรวจสอบไปยังประเทศอังกฤษว่ามีการประสานงานมาเพื่อตรวจสอบรถตามที่ดีเอสไอกล่าวหรือไม่ซึ่งจากการตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว
“วันนี้ผมจึงดำเนินการฟ้องดีเอสไอในข้อหา “ละเมิด” และเรียกร้องค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เนื่องจากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเนื่องจากนำกำลังและรถยนต์มาปิดหน้าทางเข้าโชว์รูมรถทั้ง 2ที่ของผม โดยไม่มีหมายจากศาลแต่อย่างใด และเมื่อทวงถามไป กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่ามีความผิดอะไร ทราบเพียงว่าต้องการอายัดรถของผมกว่า 30คัน ในข้อหา “สำแดงเท็จ” เท่านั้น และไม่ได้มีหลักฐานที่ระบุว่ารถในโชว์รูมผมมาจากการโจรกรรมตามที่กล่าวอ้าง จึงอยากฝากถามไปถึงดีเอสไอว่าการกระทำดังกล่าวนั้นถูกต้องแล้วหรือ”นายอินทระศักดิ์กล่าว และ ยังยืนว่า มีเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง รถทุกคันมีเลขตัวถัง ไม่มีการโจรกรรมมา รวมทั้งมีการเสียภาษีในประเทศไทยอย่างชัดเจน
นายอินทระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในส่วนรถลัมโบร์กีนี สีเขียว ที่ดีเอสไอระบุว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาจากต่างประเทศตามที่เป็นข่าวนั้นชี้แจงว่าวันที่นำเข้ารถคันดังกล่าวคือเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนำเข้าตนเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว โดยทางตำรวจกองปราบ ตำรวจสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกรมศุลการกร สงสัยว่ารถดังกล่าวจะเข้ามาผิดกฎหมาย จึงขอตรวจสอบ ซึ่งสุดท้ายก็พบว่ารถดังกล่าวมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย กระทั่งวันที่ิ3 กุมภาพันธ์ ตนจึงลงบันทึกประจำวันไว้ที่สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่ารถคันดังกล่าวดำเนินการทุกอย่างถูกต้อง
โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะแถลงข่าว ได้มีการนำ รูปถ่ายที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มาปิดกั้นโชว์รูม และ เอกสารรถจำนวน2คัน ที่ถูกส่งไปประเทศฮ่องกงที่เกิดปัญหาขึ้น โดยดีเอสไอ อ้างว่าเป็นรถที่ดีเอสไอบอกว่าผิด ขณะนี้นายอินทระศักดิ์ กำลังนำรถดังกล่าวมาให้ทำการตรวจสอบ นอกจากนี้ นายอินทระศักดิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าคยมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมท่านหนึ่ง ตนสงสัยว่าอาจจะเป็นสาเหตุที่ตนโดนกลั่นแกล้งในครั้งนี้

