ดีเอสไอ แถลงโต้ “บอย ยูนิตี้”เป็นสิทธิฟ้องร้องเรียก 50 ล. แต่ขอให้สิทธิโดยสุจริต ชี้เป็นแค่เทคนิค

5.06.17 | 15:22 น.

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดีเอสไอได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงกรณีที่นายภาณุศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือบอย ยูนิตี้ เจ้าของบริษัท เอสทีที ออโต้คาร์ จำกัด เตรียมยื่นฟ้องร้องดีเอสไอเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย เป็นเงิน 50 ล้านบาทว่า คดีดังกล่าว มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐและคดีเป็นที่สนใจของสาธารณะ จึงขอชี้แจงว่า ​​1.พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน(รถยนต์) ไว้เป็นของกลางในคดีพิเศษ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีและมีอำนาจตามกฎหมายจะยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วจะคืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอ เว้นแต่ ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น

แถลงการณ์ระบุต่อว่า ​​2.เมื่อบริษัท เอสทีทีฯ เห็นว่า การกระทำของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายย่อมเป็นสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้สิทธิในทางศาลฟ้องดีเอสไอได้ แต่การใช้สิทธิจะต้องใช้โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5

​​3.ดีเอสไอขอเรียนว่า การสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในหลายคดีที่สำคัญ และมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรอาชญากรรม องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ นักการเมืองที่มีตำแหน่งและถืออำนาจรัฐ ผู้มีขีดความสามารถทางด้านการเงินสูง จะมีการยื่นฟ้องดีเอสไอต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาหลายครั้ง ทั้งที่สุจริตบ้างและไม่สุจริตบ้าง ซึ่งเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของฝ่ายผู้ต้องหาเพื่อจะใช้อำนาจศาลเข้าตรวจสอบพยานหลักฐานและทำลายความน่าเชื่อถือและน้ำหนักของพยานหลักฐาน ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นกลไกในระบบของกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ศาลมีการตรวจสอบ-ถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องปกติและไม่มีข้อห้ามในเรื่องความผิด “การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม”

Advertisement