ตร.แถลง ปิดคดีน้ององุ่น แจ้งข้อหา พี่สาว-น้าชาย วัยรุ่น สังหารอำพราง อ้างเหตุทะเลาะกัน
ปิดคดีน้ององุ่น – จากกรณีพบร่าง น้ององุ่น วัย 7 ขวบ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา กลางป่าสวนยางพาราในพื้นที่หมู่ 4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ห่างจากบ้านน้ององุ่น ประมาณ 600 เมตร หลังจากผ่านไป 6 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้แล้ว
ซึ่งจากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งทางพยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ก่อเหตุ คือ ด.ญ.กานดา (นามสมมติ) อายุ 13 ปี พี่สาวต่างบิดาของน้ององุ่น และนายแป๊ะ อายุ 17 ปี น้าชายและเป็นน้องชายของแม่องุ่น อ้างสาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทภายในบ้าน
พฤติการณ์คือใช้มือทั้งสองข้าง กดลงบนใบหน้าตำแหน่งตรงปากกับจมูกของ ด.ญ.วัย 7 ขวบนานประมาณ 2-3 นาที เป็นเหตุให้น้ององุ่นขาดอากาศหายใจในบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากนั้น นายแป๊ะ ซึ่งอยู่ที่บ้านเกิดเหตุด้วยกันจึงได้ช่วยนำศพของน้ององุ่น ใส่กระสอบข้าวขึ้นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างของ นางฟ้า (นามสมมติ) นำศพไปทิ้งไปทิ้งอำพรางที่บริเวณตรงข้ามศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่พบศพ
จากนั้น นายแป๊ะ (นามสมมติ) จึงได้เผากระสอบไหม้จนหมด ก่อนที่จะกลับมาที่บ้าน และไม่ได้แจ้งเรื่องการเสียชีวิตของ น้ององุ่น กับผู้ใด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ สภ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 แถลงข่าวความคืบหน้าคดีการเสียชีวิต “น้ององุ่น” วัย 7 ปี ว่า จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งทางพยานบุคคล พยานวัตถุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ก่อเหตุ คือ เด็กอายุ 13 ปี และเยาวชน 17 ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์ในครอบครัวกับผู้เสียชีวิต ขณะนี้นำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว
สาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทภายในบ้าน เป็นเหตุให้น้ององุ่นขาดอากาศหายใจในบ้านที่เกิดเหตุ ก่อนนำไปซุกซ่อนในตู้เสื้อผ้า และนำศพไปทิ้งอำพรางกลางสวนยาง ในพื้นที่หมู่ 4 บ้านทิโคร่ง ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
พล.ต.ท.พิสิฐ กล่าวต่อว่า เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเด็กและเยาวชน จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ศาลและเยาวชนอย่างเคร่งครัด โดยมีพนักงานสอบสวน ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ นักจิตวิทยา พนักงานอัยการ ทนายความ และบุคคลที่เด็กร้องขอ โดยอยู่ระหว่างสอบปากคำ ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการศาลเยาวชนต่อไป
ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้งดเผยแพร่ภาพ ชื่อ-นามสกุล หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนผู้เสียชีวิต ผู้ก่อเหตุ และครอบครัว เพื่อเป็นไปตามกฎหมาย
จากการซักถาม แม่ของผู้ตาย ทราบว่า ผู้ก่อเหตุกับผู้ตายทะเลาะกันเรื่องการใช้โทรศัพท์ และเคยมีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำอยู่แล้ว
ผบช.ภ.7 กล่าวว่า เยาวชนชาย บอกว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ได้ร่วมทำให้น้ององุ่นเสียชีวิต ซึ่งการยืนยันทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าเหตุการณ์น่าจะเกิดหลังเวลา 13.00 น. วันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหลักฐานทางโทรศัพท์ปรากฏอยู่ สอดคล้องกับผลตรวจสภาพศพ
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับเด็กหญิง คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนเยาวชนชาย ปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ ซึ่งให้การว่านำร่างไปทิ้งตอนเย็นวันนั้น
ส่วนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มีทั้งรองเท้าที่นำไปทิ้งในที่เกิดเหตุ และการทำลายหลักฐานเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้อำพรางศพ รวมทั้งกระสอบที่นำไปเผาใกล้จุดเกิดเหตุ
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เด็กหญิงได้บอกกับแม่หลังก่อเหตุหรือไม่ ผบช.ภ.7 กล่าวว่า แม่เด็กไม่ทราบมาก่อน และเสียใจมาก เมื่อทราบเรื่อง ยังทำใจไม่ได้ โดยตำรวจจะประสานเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลสภาพจิตใจ เพราะเป็นครอบครัวของทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ถูกกล่าวหา





