นรเศรษฐ์ แนะ กัน จอมพลัง จ้างทนายฟ้องตรงต่อศาล อย่าให้เป็นภาระตร. ยันพร้อมสู้คดี-ขอศาลเปิดไต่สวนโดยเร็ว เหตุโพสต์ถามรูปชุดปกติขาว เผยคำสั่งแต่งตั้งเป็นเรื่องภายใน ไม่แปลกคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ขอให้อ่านโพสต์ใหม่ ตั้งคำถามถึงสภาทนายโดยตรง
จากกรณีนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม หรือทนายรอน ทนายความสิทธิมนุษยชน โพสต์ภาพนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง สวมเครื่องแบบปกติขาว คล้ายคลึงหรือตรงกับเครื่องแบบปกติขาวของทนายความ พร้อมสอบถามผู้รู้กฎหมาย หรือสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่าเจ้าตัวได้รับอนุญาต หรือมีตำแหน่งใดในสภาทนายความฯหรือไม่ ต่อมา กัน จอมพลัง แนบหนังสือคำสั่งสภาทนายความ แต่งตั้งให้ตนเป็น “ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ” ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป พร้อมตำหนิพฤติกรรมโพสต์แขวนของทนายรอน ได้เก็บโพสต์และคอมเมนต์ เตรียมยื่นต่อสภาทนายและสถานีตำรวจต่อไปนั้น
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ระบุถึงเรื่องดังกล่าวทางเฟซบุ๊กว่า หากจะฟ้องผมจากกรณีที่ผมตั้งคำถาม แนะนำให้จ้างทนายฟ้องตรงต่อศาลได้เลยครับ คดีจะได้ไม่เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจจะได้มีเวลาไปทำคดีสำคัญที่มีประโยชน์ต่อประชาชน
ส่วนฟ้องวันไหน ศาลไหน เวลาใด แจ้งมาได้เลย ผมพร้อมเดินทางไปศาลเพื่อเซ็นรับหมายและทราบวันนัดด้วยตัวเอง และหากศาลอนุญาต ผมจะขอให้ศาลเปิดไต่สวนโดยเร็วที่สุดครับ
การฟ้องคดีโดยสุจริตเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ แต่หากเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วศาลพิพากษายกฟ้อง… ผมรับรองเลยว่ามี “ภาคสอง” ตามมาแน่นอนครับ!!!
- นรเศรษฐ์ ถาม กัน จอมพลัง มีสิทธิชอบด้วยกม.ข้อใด สวมชุดคล้าย เครื่องแบบทนายความ
- กัน จอมพลัง เปิดคำสั่งแต่งตั้ง ที่ปรึกษานายกสภาทนายฯ ตั้งแต่ปี’68 ยันมีสิทธิใส่เครื่องแบบ ฮึ่มจ่อแจ้งความ
- เผยสาเหตุ กัน จอมพลัง สวมเครื่องแบบคล้ายทนาย ได้รับแต่งตั้ง ที่ปรึกษานายกสภาฯ
นายนรเศรษฐ์ระบุในคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า สำหรับท่านที่จะคอมเมนต์ว่า “ทำไมไม่หาข้อมูลก่อนโพสต์” ผมขออธิบายดังนี้ครับ
การแต่งตั้งนี้เป็นเรื่องภายใน ไม่มีการประกาศต่อสาธารณะหรือเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสภาทนายความแต่อย่างใด ซึ่งผมมีหลักฐานยืนยันชัดเจน การที่คนนอกหรือแม้แต่ทนายความด้วยกัน รวมถึงคณะทำงานบางท่านจะไม่ทราบเรื่องนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครรู้
การตั้งคำถามของผมคือการตั้งคำถามไปโดยตรงกับสภาทนายความ กลับไปอ่านโพสต์ของผมได้ครับ ผมได้แท็กถึงสภาทนายความโดยตรง
ในฐานะสมาชิกองค์กรวิชาชีพนี้ ผมย่อมมีสิทธิและมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใส สุดท้ายในสังคมประชาธิปไตย การตั้งคำถามโดยสุจริตต่อองค์กรหรือบุคคลสาธารณะเป็นเรื่องปกติวิญญูชนทำกัน ไม่ต่างจากการตรวจสอบนักการเมืองหรือบุคคลในทางสาธารณะ การตั้งคำถามเมื่อไม่ทราบข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่คือรากฐานของการตรวจสอบที่พึงมีครับ
นายนรเศรษฐ์ยังระบุอีกว่า “โจทก์กับจำเลยคงไม่น่าจะมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน แต่ผมคงจะถามว่า พยานทราบมาก่อนใช่ไหมครับว่า จำเลยเป็นคนเปิดประเด็นนำข้อบังคับของมูลนิธิฯมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนสังคมรับรู้กันทั่วไปว่า หากมูลนิธิเลิกกัน จะต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่มูลนิธิธรรมนัส จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับพยานอย่างกว้างขวาง และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พยานนำคดีนี้มาฟ้องโจทก์ใช่หรือไม่ครับ”



